<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528</id><updated>2012-02-17T03:16:18.308+07:00</updated><category term='แผนอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า'/><category term='Reading'/><category term='ไข่ไก่'/><category term='เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล'/><category term='โรคสมองอักเสบ'/><category term='สหกรณ์อิสลาม'/><category term='ลุ่มแม่น้ำตาว'/><category term='Research'/><category term='ลักลอบสูบน้ำใต้ดิน'/><category term='ราคา'/><category term='การประมง'/><category term='เตรียมผสมพันธุ์'/><category term='การเมือง'/><category term='ข้าว'/><category term='Paragraph'/><category term='ปัญหา'/><category term='กอริลลา'/><category term='Report'/><category term='มะพร้าว'/><category term='การบินไทย'/><category term='การเกษตร'/><category term='จันทน์ผา'/><category term='สวนจาก'/><category term='Skill'/><category term='ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์'/><category term='คราม'/><category term='University'/><category term='Language'/><category term='แผนแม่บท'/><category term='รับมือ'/><category term='แนวพระราชดำริ..ป่าเปียก'/><category term='แคดเมียม'/><category term='ภัยพิบัตร'/><category term='ไผ่สีสุก'/><category term='แอร์บัส'/><category term='Writing'/><category term='Proposal'/><category term='อ้อยอู่ทอง 9'/><category term='ขอนแก่น'/><category term='โรงเรียนสัมพันธ์'/><category term='ไผ่เศรษฐกิจ'/><category term='ชาวประมง'/><category term='แก่นมะหาด'/><category term='ธีระ วงศ์สมุทร'/><category term='นกซันคอนัวร์'/><category term='อนันต์ ภู่สิทธิกุล'/><category term='Reports'/><category term='ปลูกผักในกระสอบ'/><category term='ผู้โดยสาร'/><category term='ยกเลิก'/><category term='ช่วยเหลือ'/><category term='ไพบูลย์ แย้มเผื่อน'/><category term='กรมประมง'/><category term='Thai'/><category term='ธรณีทรุด'/><category term='มทร.'/><category term='ลำพูน'/><category term='ใช้ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐาน'/><category term='เพาะเห็ดโอ่ง'/><category term='รักสงบ'/><category term='ณรงค์ศักดิ์'/><category term='ข้าวก่ำ'/><category term='กำพล ขันคำกาศ'/><category term='ต่อทะเบียน'/><category term='ค้างคาวแม่ไก่'/><category term='เกษตรกรรมพอเพียง'/><category term='ทำนาเกลือ'/><category term='เอ380'/><category term='ที่ดิน'/><category term='ปุ๋ยอินทรีย์'/><category term='เชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์'/><category term='สังขพงศ์'/><category term='หาเชื้อ'/><category term='ผักหวานป่า'/><category term='มาโนช ชูทับทิม'/><category term='หาย'/><category term='วิจัย'/><category term='ลำไย'/><category term='ซีพีเอฟ'/><category term='ไวรัส'/><category term='เครื่องผลิตปุ๋ย'/><category term='สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี'/><category term='ชาโมกข์'/><category term='Conure'/><category term='พรทิวา นาคาศัย'/><category term='Level'/><category term='สวนสัตว์'/><title type='text'>SoClaimon</title><subtitle type='html'>Holistic SoClaimon  องค์รวม สอ คล้ายมนต์</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>51</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-1098593040778814966</id><published>2010-09-02T15:58:00.000+07:00</published><updated>2010-09-02T15:58:02.196+07:00</updated><title type='text'>"บิ๊กจิ๋ว"ย้อนศร คมช.-รัฐบาล เตือนระวังไม่มีแผ่นดินอยู่</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.naewna.com/news.asp?ID=42291#"&gt;แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ: เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 มกราคม 2550 ที่บ้านพักซอยปิ่นประภาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดใจถึงกรณีที่มีข่าวว่าเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดใน พื้นที่ กทม. เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้&lt;br /&gt;-สาเหตุที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ระเบิดในวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา รู้สึกอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;ไม่ทราบว่าไปเชื่อมโยงกันได้อย่างไร จึงไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น เป็นแต่เพียงว่าเป็นลักษณะประจำอยู่แล้ว ปกติจะเป็นอย่างนี้ เมื่อหาอะไรไม่ได้ก็จะต้องมีเหตุ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็จะต้องมาลงที่ตัวใช่มั้ย ดังนั้นจะต้องหาเหตุว่าคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง ก็จะเป็นลักษณะอย่างนี้เป็นการประจำ โดยเฉพาะพวกมือใหม่ เขาเรียกว่าพวกมือใหม่ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ และไม่ค่อยเข้าใจต่อปัญหาต่าง ๆ ก็จะเป็นอย่างนี้ โดยหาไปเรื่อยว่าคนโน้นเป็น คนนี้มั้ง คนนั้นมั้งก็ว่ากันไป&lt;br /&gt;-มองหรือไม่ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ทำให้ต้องเชื่อมโยงมาถึงตัวท่าน&lt;br /&gt;ก็ไม่ทราบ มันก็เป็นมาตั้งแต่โน้นแล้ว อย่าไปโทษเขาเลย คมช. หรือ รัฐบาล คุณสุรยุทธ์ (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ) มันทีหลังนะ โน้นมันเชื่อมโยงมา ตั้งแต่ปราบคอมมิวนิตส์ จนมาถึงรุ่นหลัง ๆ ก็ได้ สมัยท่านทักษิณ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ก็เหมือนกัน ท่านทักษิณก็ยังบอกตรง ๆ เช่นกรณีที่เรารับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และ ท่านทักษิณก็เอาผมออกจากตำแหน่งหน้าที่นี้ แต่ท่านก็บอกตรง ๆ ว่าเป็นเพราะว่า มีคนบอกว่าพี่จิ๋วฝักใฝ่มุสลิม เราก็เตือนแกแล้วบอกว่าระวังนะจะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งตนก็เจอเรื่องแบบนี้มาตลอด มายุคนี้ก็เจออีก ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไรเขาจึงคิดอย่างนั้น&lt;br /&gt;"เขา จะต้องบอกมาซิ อย่างเช่น เขาบอกว่าเราอยู่เบื้องหลัง อะไรคือสิ่งบอกเหตุ ต้องพูดมา ถ้าไม่พูดเราก็ไม่รู้ จะไปว่าเราเป็นคนไปทำให้เขาเดือดร้อน เดือดร้อนอะไร เช่นไปว่าเขาว่า เป็นทหารไปอยู่รัฐวิสาหกิจทำไมอย่างนี้ก็ผิด ผมบอกหลายทีแล้วว่าให้ไปฟังเทปดู หรือไปถามคนที่รู้เรื่องไปจับข่าวอะไรก็ไม่รู้มาพูดจา หรือไปว่าเขาเรื่องโบกี้รถไฟเหมือนกัน จะต้องไปหาคนที่รู้เรื่อง ไปถามคนไม่รู้เรื่องก็อย่างนี้ หรืออยู่ดี ๆ ก็มาบอกว่าโกรธ เนื่องจากว่าตัวเองไม่มาอวยพร ก็รู้อยู่แล้วว่า เราไม่เคยให้ใครมาอวยพร เคยสั่ง เคยบอกทุกครั้ง มีอำนาจทุกครั้งก็บอกว่าเอ็งไม่ต้องมากันนะ เอาแต่การ์ดมาใบเดียวก็พูดกันมาตลอด ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่รู้เรื่อง"&lt;br /&gt;-จำเป็นต้องทำความเข้าใจกันระหว่าง คมช.และ รัฐบาล หรือไม่&lt;br /&gt;ก็ ยังไม่รู้ว่าเขาคิดกับเราอย่างไร อย่างเช่นบอกว่า เราอยู่เบื้องหลังใครพูดมาซิ อยากให้มาหาหน่อย เอาหมายมาด้วยก็ดี จะได้มาจับกัน จะได้ว่ากันไปเลย เอากระบวนการทางศาลมาเลยก็แล้วกัน เราทำงานอะไรมาตั้งแต่สมัยไหน ตั้งแต่สมัยพวกนี้ยังไม่อย่านมแม่เลย เรารับผิดชอบแผ่นดินมา และทำมาจนถึงปานนี้แล้ว ศักดิ์ศรีก็มี ถึงแค่นี้แล้ว คนได้รับเหรียญรามา ถวายสัตย์ปฏิญาณดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโบสถ์ วัดพระแก้ว มีใครบ้างที่จะได้รับอย่างนี้มากกี่คน น้อยคนก็รู้กันอยู่ แล้วทำได้อย่างไร เขาผ่านงานมาตั้งเยอะแย่ แสดงถึงความอ่อนด้อยในการปกครอง ความไร้ประสิทธิภาพในการปกครอง การไร้ซึ่งประสบการณ์ในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นทหารทำไมในเมื่อไม่รู้ว่างานการข่าวเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ ทำไมข่าวเก่งนักล่ะ โอ๋แป๊ปเดียวรู้แล้วว่าใครอยู่ข้างหลัง ทำไมไม่จับแม่งให้หมดเสียล่ะจะปล่อยไว้ทำไม&lt;br /&gt;-มองว่าเป็นการด่วนสรุปแล้วเกินไปหรือไม่ เมื่อรัฐบาล และ คมช. ว่าเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นคนก่อเหตุระเบิด&lt;br /&gt;มันก็อย่างนี้ตลอดเวลา ก็บอกแล้วว่า ชอบทำแบบนี้ กลัวว่าเขาจะว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่รู้ "สพรั่ง"บอกว่า มีอะไรเกิดขึ้นรู้หมด รู้มาแล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ใช้ไม่ได้สักรายเลย ก็แสดงว่าตัวเองไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่เข้าใจในเรื่องงานข่าวกรอง ซึ่งไม่ใช่ข่าวเละเทะอย่างทุกวันนี้ มันจะต้องเป็นข่าวที่ลึก คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)ก็เชื่อข่าวอย่างนี้มาทีหนึ่งแล้ว ก็มีปัญหา มาครั้งนี้ก็ซ้ำรอยอีกแหล่ะมันเป็นแบบนี้ ฉะนั้นใครขึ้นมาเป็นใหญ่ ใครเป็นศัตรูกับตัวก็ยันไปเลยนะ&lt;br /&gt;-ทางรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในช่วงนี้&lt;br /&gt;มัน ล้าหลังไปหมดแล้ว มันฉุดไม่ไหวแล้วแย่ ต่างชาติเขาว่ากันอย่างไรรู้มั้ย ต่างชาติเขาบอกว่า มันทำกันเอง นี่เขาพูดนะ ไอ้เราก็โกรธ และยังนึกเลยว่าไปโกรธแทนเขาทำไมนี่ รู้อย่างนี้อัดซ้ำเข้าไปอีก แต่ก็โกรธมันก็เพราะเป็นน้องเรา เห็นแก่กองทัพ กองทัพของเรา เขาว่านะ ก็บอกให้ไปบอกด้วยว่า เขารู้กันแล้วว่าใครเป็นคนทำเพราะมันมีเทปอยู่ไปขอเทปเขาดูซิ ถ้ายังไม่รู้ว่าที่ไหนมีเทปก็บ้าแล้ว ปกครองบ้านเมืองกันแบบนี้&lt;br /&gt;-เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ประเทศไทยตกเป็นเป้าในการสร้างสถานการณ์เช่นนี้อีก&lt;br /&gt;ไม่ได้ตกเป็นเป้าใครหรอก ทำกันเอง ตัวเองทำกันเอง คนในประเทศไทยทั้งนั้น คนไทยทำกันเอง ใครจะมาทำเราได้ เมื่อถามว่า น่าจะมีความขัดแย้ง หรือไม่พอใจในลักษณะไหนถึงได้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ก็อย่างว่า คือว่า ผู้ปกครองไม่มีขีดความสามารถในการปกครอง ต้องอยู่ใต้การปกครอง แต่ประชาชนไม่ยอมให้ปกครอง ก็มีปัญหาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัยมันเป็นแบบนี้มา&lt;br /&gt;-มียุทธวิธีในการดูแลอย่างไรในฐานะที่มีประสบการณ์&lt;br /&gt;ไม่ มียุทธวิธี หรือรูปแบบฉบับ ในเรื่องการเมืองการปกครองที่สำคัญ คือเรื่องการเมือง หรือให้อำนาจกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ปกติถ้าอำนาจก็เหมือนของประชาชนเลย อย่าไปแย้งชิงให้มาอยู่นานนัก เอามาเพื่อแก้ไขปัญหาชั่วคราวก็เห็นด้วย เสร็จแล้วก็จะต้องคืนให้เขา ปกติน่าจะใช้เวลาสัก 20-30 วัน ก็คืนให้เขาได้ มันสามารถทำได้ ขี้คร้านเขาจะยกย่องชมเชยเราเสียอีก ฉะนั้นปัจจัยเวลาในเรื่องการคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นเรื่องหลัก ยิ่งขืนอยู่นานจะยิ่งตาย จะไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนกับคนอื่นเขาอีก ก็จะเหมือนกันจะต้องระวังให้ดี นี่เป็นเรื่องของความเป็นจริง มันง่าย ๆ แบบนี้&lt;br /&gt;-มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายในประเทศ&lt;br /&gt;แน่นอนมันจะไปอยู่ไหนหล่ะ&lt;br /&gt;-เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับภาคใต้หรือไม่&lt;br /&gt;อัน นี้ไม่ใช่ประเทศไทยหรือ หนู เวลาหนูไปไข้ขึ้นมา ทันทีไข้ตัวร้อนจะตายเอา เขาก็จะต้องดูว่าหนูเป็นอะไรก่อนในขณะนี้ ภาคใต้ก็เหมือนแผลอันหนึ่งที่อยู่ในตัวเรา คนก็จะต้องตรงกันก่อน ไม่ใช่ว่าดูตรงนี้อย่างเดียว หมอก็จะต้องตรวจที่อื่นด้วย ใช่หรือเปล่า ถ้าเผื่อว่าคนบอกว่าเอาเขาไปพาดพิงทำไม ก็มันเป็นแบบนี้ ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก แต่จะบอกให้ว่ามาถามกันทำไมเวลานี้ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าใครทำวันนี้รู้อยู่แล้วนี่ก็บอกว่าให้ไปหาเทปดู&lt;br /&gt;- ความเคลื่อนไหวมีการเชื่อมโยงประเด็นทางการเมืองทำไมถึงคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง&lt;br /&gt;ใครพูดยังไม่ได้บอกเลย&lt;br /&gt;- ผบ.ทบ.เป็นคนระบุว่า กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นผู้ก่อเหตุ&lt;br /&gt;ไม่ทราบ ต้องไปถามเขา ยังไม่รู้ว่าเลยว่า การเมืองจะมายุ่ง&lt;br /&gt;-น่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยเฉพาะพลังคลื่นใต้น้ำ&lt;br /&gt;การเมืองของท่านทั้งหลายหมายความอะไร&lt;br /&gt;- ผู้สูญเสียอำนาจเป็นคนกระทำ&lt;br /&gt;สูญ เสียอำนาจก็จะต้องออกมาต่อต้านธรรมดา แต่วิถีทางในการต่อต้านเขาก็จะต้องมี นึกออกมั้ย เขาต่อต้านไปและเสียมวลชน มหาชนเขาจะทำเหรอ คนที่ทำอะไรโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอะไรต่าง ๆ มันทำได้อย่างไร มันไม่มีหรอก ฉะนั้นก็ต้องระวังให้ดี ต้องแก้ตัวให้ดีด้วย เพราะมีคนพูดกันอย่างนั้นว่าทำเอง ฉะนั้นจะต้องระวัง ต้องไปดู&lt;br /&gt;วันที่ 4/1/2007&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-1098593040778814966?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.naewna.com/news.asp?ID=42291#' title='&quot;บิ๊กจิ๋ว&quot;ย้อนศร คมช.-รัฐบาล เตือนระวังไม่มีแผ่นดินอยู่'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/1098593040778814966/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post_2188.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1098593040778814966'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1098593040778814966'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post_2188.html' title='&quot;บิ๊กจิ๋ว&quot;ย้อนศร คมช.-รัฐบาล เตือนระวังไม่มีแผ่นดินอยู่'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4138292231712767861</id><published>2010-09-02T15:39:00.001+07:00</published><updated>2010-09-02T15:49:39.519+07:00</updated><title type='text'>"บิ๊กสุ"วิพากษ์การเมืองปีหมู ฟันธงเลือกตั้งร้อนแรง-หนุน"ทักษิณ"กลับไทย</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.naewna.com/news.asp?ID=41663"&gt;แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"วันที่ 28/12/2006"&lt;br /&gt;&lt;span class="style4head-r"&gt;&lt;strong&gt;"บิ๊กสุ"วิพากษ์การเมืองปีหมู ฟันธงเลือกตั้งร้อนแรง-หนุน"ทักษิณ"กลับไทย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4138292231712767861?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4138292231712767861/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post_02.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4138292231712767861'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4138292231712767861'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post_02.html' title='&quot;บิ๊กสุ&quot;วิพากษ์การเมืองปีหมู ฟันธงเลือกตั้งร้อนแรง-หนุน&quot;ทักษิณ&quot;กลับไทย'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7947012413090579764</id><published>2010-09-02T15:35:00.000+07:00</published><updated>2010-09-02T15:35:52.019+07:00</updated><title type='text'>แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.naewna.com/news.asp?ID=41534"&gt;แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="style4head-r"&gt;&lt;strong&gt;"ทนายชิน"พลิกกฎหมายสู้ คตส. อุ้ม"ทักษิณ-พจมาน"ไม่ผิด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7947012413090579764?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.naewna.com/news.asp?ID=41534' title='แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7947012413090579764/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7947012413090579764'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7947012413090579764'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-973823371833618161</id><published>2010-05-07T10:52:00.001+07:00</published><updated>2010-05-07T10:54:03.236+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผู้โดยสาร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบินไทย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หาย'/><title type='text'>พิษการเมือง!บินไทยรับผู้โดยสารหาย - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/eco/80746"&gt;พิษการเมือง!บินไทยรับผู้โดยสารหาย - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/05/04/420/80746.jpg" alt="Pic_80746" class="detail-image" height="252" width="420" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;div class="column-420 column-left"&gt;บริษัท การบินไทย รับกระอักพิษ การเมือง - ภูเขาไฟระเบิด  ทำผู้โดยสารหาย หลัง หลายประเทศประกาศห้ามเข้าไทย  พร้อมเตรียมปรับแผนบินปลายทางที่ 3 ไม่ต้องผ่านไทย...&lt;br /&gt;&lt;div class="entry"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นายปิย สวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด  (มหาชน) เปิดเผยว่า อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (เคบิน แฟคเตอร์)  ของการบินไทยลดลง เช่น กรุงเทพ-ฮ่องกง จากเดิมที่มีเคบินแฟคเตอร์อยู่ที่  76% ลดลงเหลือ 50% หรือเส้นทางกรุงเทพ -  ยุโรปที่ปัจจุบันเที่ยวบินไปมีเคบินแฟคเตอร์อยู่ที่ 90%  แต่เที่ยวบินกลับมีเคบินแฟรคเตอร์เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น  เนื่องจากได้รับผลกระทบจากจากเหตุการณ์ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ระเบิดจนทำให้สาย การบินต้องหยุดทำการบินไป 2 สัปดาห์ และความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ  จนเป็นเหตุให้หลายประเทศประกาศเตือน  และห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม  ที่ผ่านมาจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินไทยนั้นประมาณ 70%  เป็นผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทย และอีก 30%  ต้องการต่อเครื่องเพื่อเดินทางไปยังประเทศอื่น  เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องการเดินทางมาไทย  ดังนั้นการบินไทยจึงต้องปรับตัวเอง โดยจะต้องขายตั๋วไปจุดหมายปลายทางอื่น  นอกเหนือจากกรุงเทพแทน โดยจะปรับกลยุทธ์การขายใหม่  ซึ่งจะเปิดขายตั๋วเส้นทางในจุดหมายปลายทางที่ยาวขึ้น เช่น  เส้นทางบินจากยุโรป-กรุงเทพ-บาหลี หรือยุโรป-กรุงเทพ-ภูเก็ต หรือ  ยุโรป-กรุงเทพ ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะเปิด เส้นทางบินที่ไหนอย่างไรบ้าง โดยจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด  ซึ่งแต่เดิมการขายในลักษณะดังกล่าวก็มีบ้างแต่ไม่มาก  และหลังจากมีรายละเอียดแล้วจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง  แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่กล่าวมานั้น  การบินไทยจะไม่ปรับประมาณการทางด้านกำไรแต่อย่างใด  โดยยังตั้งเป้าไว้เท่าเดิมที่ประมาณ 4,300 ล้านบาท  เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”  นายปิยสวัสดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-973823371833618161?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/973823371833618161/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_9227.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/973823371833618161'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/973823371833618161'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_9227.html' title='พิษการเมือง!บินไทยรับผู้โดยสารหาย - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-8374035134189059588</id><published>2010-05-07T10:45:00.000+07:00</published><updated>2010-05-07T10:45:13.111+07:00</updated><title type='text'>สถานการณ์ไม่ปกติ 'มูดี้ส์'เลื่อนมาไทยเก็บข้อมูลปรับเครดิต - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/eco/80700"&gt;สถานการณ์ไม่ปกติ 'มูดี้ส์'เลื่อนมาไทยเก็บข้อมูลปรับเครดิต - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-8374035134189059588?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.thairath.co.th/content/eco/80700' title='สถานการณ์ไม่ปกติ &apos;มูดี้ส์&apos;เลื่อนมาไทยเก็บข้อมูลปรับเครดิต - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/8374035134189059588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_07.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8374035134189059588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8374035134189059588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_07.html' title='สถานการณ์ไม่ปกติ &apos;มูดี้ส์&apos;เลื่อนมาไทยเก็บข้อมูลปรับเครดิต - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-3838534016124582085</id><published>2010-05-06T09:42:00.000+07:00</published><updated>2010-05-06T09:42:09.623+07:00</updated><title type='text'>SoClaimon</title><content type='html'>&lt;a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/m9Jpb7A-g-l4dDvkg09nGZILyIymfzs-O7z8kwbpwo8?feat=blogger" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img src="http://lh6.ggpht.com/_NgWMPy_619w/Sv5ct0GoctI/AAAAAAAAUXE/NSItoG3f3RQ/s512/sootin.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-3838534016124582085?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/3838534016124582085/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/soclaimon.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3838534016124582085'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3838534016124582085'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/soclaimon.html' title='SoClaimon'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh6.ggpht.com/_NgWMPy_619w/Sv5ct0GoctI/AAAAAAAAUXE/NSItoG3f3RQ/s72-c/sootin.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-3466124951261447823</id><published>2010-05-06T09:37:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:38:00.978+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลำไย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลำพูน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กำพล ขันคำกาศ'/><title type='text'>เกษตรลำพูนเสนอรัฐ เพิ่มลำไย ประกันรายได้ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/58358"&gt;เกษตรลำพูนเสนอรัฐ เพิ่มลำไย ประกันรายได้ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"12 มกราคม 2553, 14:45 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/12/300/58358.jpg" alt="Pic_58358" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;เกษตรกรลำพูน  เสนอให้รัฐบาลเพิ่มผลไม้เศรษฐกิจของลำพูนเข้าไปในโครงการประกันรายได้ เกษตรกรอีกชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นการช่วยเรื่องตลาดลำไย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกำพล  ขันคำกาศ ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรลำพูน กล่าวว่า  จากการศึกษาโครงการประกันรายได้เกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาลแล้ว  ถือว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและเกษตรกรส่วนใหญ่ต่างก็เห็น ด้วย นอกจากพืช 3 ประเภท คือ มันสำปะหลัง ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว  อยากเสนอให้รัฐบาลเพิ่มผลไม้เศรษฐกิจของลำพูนเข้าไปในโครงการอีกชนิดหนึ่ง  เพื่อเป็นการช่วยเรื่องตลาดลำไย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประธานคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร ลำพูนกล่าวต่อว่า  ขณะนี้ได้มีการประชุมสมาชิกแล้วและกำลังจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสนอ จังหวัดลำพูนให้ช่วยเหลือแจ้งเรื่องไปส่วนกลาง  เพื่อให้ลำไยได้เพิ่มเข้าในโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-3466124951261447823?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/3466124951261447823/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_1685.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3466124951261447823'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3466124951261447823'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_1685.html' title='เกษตรลำพูนเสนอรัฐ เพิ่มลำไย ประกันรายได้ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-6238234938789245568</id><published>2010-05-06T09:23:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:23:56.533+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แผนแม่บท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การประมง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กรมประมง'/><title type='text'>ประมงจัดทำ แผนปฏิบัติการ รองรับแผนแม่บท - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/58356"&gt;ประมงจัดทำ แผนปฏิบัติการ รองรับแผนแม่บท - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"12 มกราคม 2553, 14:30 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/12/300/58356.jpg" alt="Pic_58356" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;ก.ประมง  จัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย  (พ.ศ.2552 - 2556) ขึ้น   พร้อมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1  ก่อนนำเข้าครม. ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมประมง   จัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ.2552 - 2556)  ขึ้น และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ครั้งที่ 1  ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6  มกราคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  ได้พิจารณาเห็นชอบแผนปฏิบัติการดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อไป  คณะกรรมการจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนนี้  ส่วนรายละเอียดของแผนปฏิบัติการฯ นั้น มีจำนวนทั้งหมด 88 โครงการ  ดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร 5 กลยุทธ์ รวมงบประมาณที่ใช้ทั้งสิ้น 6,194.99  ล้านบาท&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-6238234938789245568?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/6238234938789245568/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_2072.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6238234938789245568'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6238234938789245568'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_2072.html' title='ประมงจัดทำ แผนปฏิบัติการ รองรับแผนแม่บท - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-71709458280186651</id><published>2010-05-06T09:20:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:21:41.402+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภัยพิบัตร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รับมือ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเกษตร'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธีระ วงศ์สมุทร'/><title type='text'>ครม.ไฟเขียว แผนรับมือ ภัยพิบัติเกษตรปี53 - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/58355"&gt;ครม.ไฟเขียว แผนรับมือ ภัยพิบัติเกษตรปี53 - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"12 มกราคม 2553, 14:15 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/12/300/58355.jpg" alt="Pic_58355" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;em&gt;นายธีระ วงศ์สมุทร&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครม.อนุมัติ  แผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรประจำปีงบประมาณ 2553  พร้อมแต่งตั้ง  กก.ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาย ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552  คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้าน การเกษตรประจำปีงบประมาณ 2553  และให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการ เกษตรตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแล้ว  เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตรที่มีความเกี่ยวข้องกับทุก หน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดการบูรณาการในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น  ตั้งแต่การเตรียมการช่วยเหลือ การสำรวจความเสียหาย  ตลอดจนการลงไปร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร  ประจำปีงบประมาณ 2553 นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มุ่งเน้นป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติด้านการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมาก ที่สุด  จะช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่เกษตรกร  และลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่มากถึงปีละประมาณ 6,444 ล้านบาท  โดยการเตรียมรับสถานการณ์ได้ แบ่งเป็น 2 ระยะได้แก่ ระยะที่ 1  ช่วงเดือนตุลาคม 2552 - มีนาคม 2553 และ ระยะที่ 2 ช่วงเดือนเมษายน 2553 -  กันยายน 2553 ขณะเดียวกัน ได้กำหนดให้มีการทบทวนแผนทุก 6 เดือน  หรือตามความเหมาะสมของสถานการณ์&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-71709458280186651?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/71709458280186651/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/53.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/71709458280186651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/71709458280186651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/53.html' title='ครม.ไฟเขียว แผนรับมือ ภัยพิบัติเกษตรปี53 - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5188778848811996041</id><published>2010-05-06T09:15:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:16:39.526+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ราคา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มาโนช ชูทับทิม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พรทิวา นาคาศัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปัญหา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไข่ไก่'/><title type='text'>ส.ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยื่นรมว.พาณิชย์ แก้ราคาไข่ตก - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/58353"&gt;ส.ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยื่นรมว.พาณิชย์ แก้ราคาไข่ตก - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"12 มกราคม 2553, 14:00 น."&lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/12/300/58353.jpg" alt="Pic_58353" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เข้ายื่นเรื่องปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ  ต่อ รมว.พาณิชย์  เหตุต้นทุนวัตถุดิบในการเลี้ยงไก่-อาหารสำเร็จรูปสูงเกินจริง ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาง พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นายมาโนช ชูทับทิม  นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เข้าเพื่อยื่นเรื่องปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ  เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในการเลี้ยงไก่และอาหารสำเร็จรูปสูงเกินจริง เช่น  ข้าวโพด อยู่ที่ กิโลกรัมละ 5 บาท หรือไม่เกิน 7 บาท  แต่ราคาขายปลีกในตลาดอยู่ที่ 7 บาท 70 สตางค์ ถึง 8 บาท  ทำให้ต้นทุนในการขายไข่ไก่อยู่ที่ฟองละ 2 บาท 30 สตางค์ ราคาขายหน้าฟาร์ม 2  บาท อีกทั้งจากภาวะไข่ไก่ล้นตลาด เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาจาก 9,902  ล้านฟอง เป็น 10,219 ล้านฟอง แต่อัตราการบริโภคน้อยกว่าผลผลิตที่ออกมา  อีกทั้งการที่เกษตรกรไม่กำจัดแม่ไก่ไข่ตามระยะเวลาที่กำหนด  จึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า   กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางในการแก้ปัญหาโดยการเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็น หลัก  จะระบายไข่ไก่ผ่านการจำหน่ายให้แก่หน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงยุติธรรม  กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดให้แก่ผู้ผลิต  ผ่านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ตลาดสด โครงการธงฟ้าราคาประหยัด  พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนมาบริโภคไข่ไก่  ทั้งนี้ ราคาขายปลีกไข่ไก่คละ  เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ฟองละ 2.55 บาท  ประชาชนบริโภคไข่ไก่ในปริมาณ 23-25 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่ผลผลิตไข่ไก่ทั้งปี  2553 จะอยู่ที่ 9,819 ล้านฟอง&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5188778848811996041?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5188778848811996041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_1629.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5188778848811996041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5188778848811996041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_1629.html' title='ส.ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยื่นรมว.พาณิชย์ แก้ราคาไข่ตก - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-6170217832572614085</id><published>2010-05-06T09:12:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:13:17.170+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='รักสงบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กอริลลา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เตรียมผสมพันธุ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ขอนแก่น'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สวนสัตว์'/><title type='text'>กอริลลา..ลิงยักษ์รักสงบ สวนสัตว์ไทยเตรียมผสมพันธุ์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/58167"&gt;กอริลลา..ลิงยักษ์รักสงบ สวนสัตว์ไทยเตรียมผสมพันธุ์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"12 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;               &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/11/630/58167.jpg" alt="Pic_58167" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;     &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;กอริลลาในต่างประเทศ.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัน เด็กแห่งชาติ ประจำปี 2553 ตรงกับวันที่ 9 ม.ค. (วันวานนี้) นายโสภณ ดำนุ้ย  ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้ทำพิธีเปิดสวนสัตว์แห่งใหม่ขึ้นอีก 1 แห่ง คือ สวนสัตว์เขาสวนกวาง  จังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/11/58167_20_3.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้...นายสุวิทย์ คุณกิตติ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  เป็นประธานเปิดป้าย พร้อมกับนำ...อูฐ จิงโจ้ และ กวาง  มาปล่อยในสวนสัตว์แห่งนี้  ในการบริหารจัดการให้สวนสัตว์ที่เพิ่งจะเปิดใหม่มีรายได้เยอะๆเหมือนกับ  สวนสัตว์เชียงใหม่ ที่ผสมพันธุ์  หมีแพนด้า...ออกมาเป็น...หลินปิงฟีเว่อร์...!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าน  ผอ.โสภณ...จึงปิ๊งไอเดีย ต้องการจะผสมพันธุ์...ลิงกอริลลา  ...แล้วนำมาโชว์อยู่ที่นี่ เพื่อเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว  และผู้ชื่นชอบสัตว์ต่างประเทศตัวนี้ ล่าสุดได้เจรจากับ ประเทศอิสราเอล  เพื่อจะขอแลกเปลี่ยน ลิงกอริลลาเพศผู้ 1 ตัว กับ นกเงือก 2 คู่ ของประเทศ  ไทย ขณะเดียวกัน ได้เจรจากับ สวนสัตว์ในอเมริกา...เพื่อขอนำ  ลิงกอริลลาตัวเมีย เข้ามาเพื่อเป็นคู่กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายชีวิต  ขอนำเสนอประวัติชีวิตของ...ลิงกอริลลา (Gorilla) ว่า...มันจัดอยู่ในไฟลัม  สัตว์มีแกนสันหลังเลี้ยงลูกด้วยนม วงศ์ Pongidae เป็น  ลิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยตัวผู้อาจจะมี น้ำหนักถึง 200 กิโล-กรัม  ไม่มีหาง ขนาดลำตัวสูงขนาดเท่าหรือใหญ่ กว่าคน แต่ล่ำสันและแข็งแรงกว่ามาก  มีถิ่นกำเนิดใน ทวีปแอฟริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลิงกอริลลา...จะกินพืชหลายอย่างเป็น อาหาร เช่น เซเลอรี่ป่า ต้นไผ่ ไม้หนาม ใบตำแย นุ่น และ ผลไม้บางชนิด  ทั้งยังเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว โดยมีการสำรวจไปทั่วโลก พบว่า  เหลือเพียง 630 ตัวเท่านั้น&lt;br /&gt;ด้วยอุปนิสัยขี้อาย รักความสงบ  ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ แต่ทว่าหากมีอันตรายมากล้ำกราย หรือมนุษย์ไปล่า  พวกมันก็จะรวมตัวกันเพื่อปกป้อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/11/58167_20_2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;โสภณ ดำนุ้ย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครอบ ครัวโดยแสดงอาการดุร้ายได้เหมือนกัน  ซึ่งการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของกอริลลากลายเป็นตำนานที่โด่งดัง  เมื่อ...ไดแอน ฟอสซีย์ ได้นำประวัติชีวิตมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Gorillas in the mist&lt;br /&gt;...กอริลลายังมีอีกชื่อหนึ่งว่า...คิงคอง (King  Kong) เป็นชื่อที่คนไทยได้ตั้งให้กับสัตว์ตัวนี้ซึ่งปรากฏอยู่ในผลงานทั้ง  ภาพยนตร์, นิยาย และ การ์ตูน จำนวนมาก โดยมี โสภณัฐ อนันตชาติ  อำนวยการสร้างเป็น ภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2476&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นนำ มาสร้างใหม่ในปี พ.ศ.2519 และ พ.ศ.2529 โดย อนันต์ วัฒนศิลป์เมฆินทร์ และ  พ.ศ.2548 สร้างอีกครั้งโดย ปีเตอร์ เช็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีนำไปสร้าง เป็น ภาพยนตร์ญี่ปุ่น...โดยนำ คิงคอง มาต่อสู้กับ กิ้งก่ายักษ์ก๊อดซิลลา  สร้างเทคนิคพิเศษจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง  และมีการสร้างภาคต่ออีกหลายภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับ...กอริลลา ในศักราชหน้านี้  โสภณ ดำนุ้ย เตรียมที่จะ อำนวย การสร้างใหม่  ด้วยการจับคู่ให้มันผสมพันธุ์กัน...ให้ออกมาตัวเป็นๆ  แล้วจะฟีเว่อร์เหมือน...หลินปิง อีกหรือไม่!?!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ผู้ชมหลายเพศหลาย วัยกำลังรออยู่อย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียวเชียว...!!!&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;br /&gt;ไชยรัตน์ ส้มฉุน&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;/div&gt;           &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-6170217832572614085?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/6170217832572614085/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_5046.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6170217832572614085'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6170217832572614085'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_5046.html' title='กอริลลา..ลิงยักษ์รักสงบ สวนสัตว์ไทยเตรียมผสมพันธุ์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-8536164996674207027</id><published>2010-05-06T09:08:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:10:04.955+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไวรัส'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หาเชื้อ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ค้างคาวแม่ไก่'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรคสมองอักเสบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิจัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี'/><title type='text'>วิจัยโรคสมองอักเสบติดจากไวรัสนิปาห์ค้างคาว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/57951"&gt;วิจัยโรคสมองอักเสบติดจากไวรัสนิปาห์ค้างคาว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"11 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;               &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/10/630/57951.jpg" alt="Pic_57951" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;     &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ค้างคาวแม่ไก่.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อ เฝ้าติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสดังกล่าว โดย "ค้างคาว"  เป็นตัวพาหะนำโรคไวรัสนิปาห์ ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2541  ที่ประเทศมาเลเซีย การติดของเชื้อดังกล่าวก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ  ที่มีอัตราการเสียชีวิต เฉลี่ยร้อยละ 40 ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โลก" ใบกลมๆ  ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยใบนี้ นับวันจะเริ่มเข้าสู่ขั้น "วิกฤติ"  ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาวะ "โลกร้อน" ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน  พายุฝนไต้ฝุ่นที่รุนแรง น้ำท่วม แผ่นดินไหว เกิดโรคร้ายๆ  ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ซาร์ส ไข้หวัดนก ชิคุนกุนยา ไข้หวัด 2009  รวมทั้ง ไวรัสนิปาห์ ที่พาหะนำโรคล้วนมาจากสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์  มนุษย์เรานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;img class="alignright" style="margin: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/10/57951_20_4.jpg" alt="" height="180" width="300" /&gt;ฝูงค้างคาวฯที่เข้ามาอาศัยหากินผลไม้ใน สวน.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อเฝ้าติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสดังกล่าว โดย  "ค้างคาว" เป็นตัวพาหะนำโรค ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี  นักวิชาการประจำศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมงานของ ศ.นพ.ธีระวัฒน์  เหมะจุฑา ได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยเรื่อง  "การศึกษาโรคสมองอักเสบอุบัติใหม่ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย" ขึ้น  โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...สำหรับไว รัสนิปาห์ ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2541 ที่ประเทศมาเลเซีย  การติดของเชื้อดังกล่าวก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ที่มีอัตราการเสียชีวิต  เฉลี่ยร้อยละ 40  ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีการระบาดของโรคที่ประเทศบังกลาเทศอย่างต่อเนื่องนับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 70  โดยผู้ป่วยติดเชื้อฯจะมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ  ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน จนถึงอาการหนักคือสมองอักเสบ  โดยอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/10/57951_20_2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ดร.สุภาภรณ์  วัชรพฤกษาดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สุภาภรณ์ บอกว่า  จากการเฝ้าเพื่อติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัส  ที่สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนโดยตรง หรือสัตว์ทั้งยุง แมลง เห็บ ริ้น  ไร เป็นตัวเก็บกัก เพาะ หรือเป็นพาหะนำโรคอย่างเช่น  โรคชิคุนกุนยาที่แพร่ระบาดทางภาคใต้ ของไทย ทำให้ทีมวิจัยได้มุ่งไปที่  "ค้างคาว" สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยการสำรวจ  เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งรับกับโรคใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยใน  "ค้างคาวแม่ไก่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการวิจัย  เริ่มแรกทีมงานเก็บตัวอย่างเยี่ยวค้างคาวในพื้นที่ศึกษารวม 7 แห่ง ได้แก่  ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และ  อ่างทอง เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี "ทางอณูชีววิทยา" ผลที่ได้พบว่า  มีเชื้อไวรัสนิปาห์  ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบในมาเลเซียและบังกลาเทศในทุกพื้นที่ ศึกษา    ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน (ปี 2552)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img class="alignleft" style="margin-right: 5px; margin-left: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/10/57951_20_3.jpg" alt="" height="180" width="300" /&gt;แต่...การแพร่กระจายของเชื้อไวรัส  จะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฤดูผสมพันธุ์  ในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูกาลผสมพันธุ์  ซึ่งจะพบลูกค้างคาวหัดบินจำนวนมากในช่วงนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า  "กลไกการแพร่เชื้อไวรัสในค้างคาวครั้งแรกของโลก สามารถยืนยันได้ว่า  เชื้อไวรัสนิ-ปาห์จะแพร่กระจายจากเยี่ยวค้างคาวเฉพาะฤดูกาล เท่านั้น  ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับการระบาดในประเทศบังกลาเทศ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน ดร.ไสว  วังหงษา นักวิชาการจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า  จากการสำรวจในพื้นที่ 16 แห่ง พบว่าค้างคาวแม่ไก่ในที่ราบภาคกลางมีประมาณ  40,000 ตัว โดยพื้นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ ภาคตะวันออก ที่ส่วนใหญ่  เป็นสวนผลไม้ แหล่งอุตสาหกรรม  และพื้นที่เลี้ยงสุกรในเขตจังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;br /&gt;ทีมวิจัยเก็บมูลของเสียของค้างคาวเพื่อ นำมาตรวจหาเชื้อไวรัส.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม  แม้ขณะนี้บ้านเรายังไม่พบการระบาดของเชื้อดังกล่าว  แต่ทีมวิจัยก็ยังคงเฝ้าติดตามฝูงค้างคาวแม่ไก่อย่างใกล้ชิด  พร้อมทั้งย้ำเตือนให้ประชาชนไม่ควรบริโภคหรือชำแหละค้างคาว  ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ  เหล่านี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้อุบัติขึ้นได้ใน.....เมืองไทย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;เพ็ญพิชญา เตียว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;/div&gt;           &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-8536164996674207027?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/8536164996674207027/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_5656.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8536164996674207027'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8536164996674207027'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_5656.html' title='วิจัยโรคสมองอักเสบติดจากไวรัสนิปาห์ค้างคาว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5482231078436104522</id><published>2010-05-06T09:03:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:04:38.935+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทำนาเกลือ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลักลอบสูบน้ำใต้ดิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธรณีทรุด'/><title type='text'>ธรณีทรุดเกิดจากการลักลอบสูบน้ำใต้ดินไปทำนาเกลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/57377"&gt;ธรณีทรุดเกิดจากการลักลอบสูบน้ำใต้ดินไปทำนาเกลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"7 มกราคม 2553, 14:00 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/07/300/57377.jpg" alt="Pic_57377" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;กรณีการยุบตัวของดินกลางไร่มันสำปะหลัง ที่บ้านหนองราง  สาเหตุน่าจะเกิดจากการลักลอบสูบน้ำใต้ดินไปทำนาเกลือ  จึงทำให้ดินเป็นโพรงและทรุดตัว ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 7 ม.ค.  นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์  อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี  ให้สัมภาษณ์กรณีการยุบตัวของดินกลางไร่มันสำปะหลัง ที่บ้านหนองราง  ต.ค้างพลู อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา จนเกิดเป็นหลุมวงกลมกว้างประมาณ 15 เมตร  ลึก 10 เมตร ว่า พื้นที่ จ.นครราชสีมา เกิดแผ่นดินทรุดหลายครั้งตั้งแต่ปี  2539 แต่ครั้งนี้นับว่ามีความรุนแรงมากที่สุด  สาเหตุน่าจะเกิดจากการลักลอบสูบน้ำใต้ดินไปทำนาเกลือ  จึงทำให้ดินเป็นโพรงและทรุดตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ   รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว  และเร่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดในการ ลักลอบสูบน้ำใต้ดิน.&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5482231078436104522?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5482231078436104522/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6896.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5482231078436104522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5482231078436104522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6896.html' title='ธรณีทรุดเกิดจากการลักลอบสูบน้ำใต้ดินไปทำนาเกลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-8728368437915837886</id><published>2010-05-06T08:59:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T09:00:09.623+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ที่ดิน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แคดเมียม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลุ่มแม่น้ำตาว'/><title type='text'>ปรับระบบปลูกพืชลุ่มแม่น้ำตาว แก้ไขปัญหาแพร่กระจายแคดเมียม - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/57182"&gt;ปรับระบบปลูกพืชลุ่มแม่น้ำตาว แก้ไขปัญหาแพร่กระจายแคดเมียม - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;:&lt;br /&gt;"7 มกราคม 2553, 06:00 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/06/300/57182.jpg" alt="Pic_57182" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;นางสาวสุพัตรา  ธนเสนีวัฒน์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแคดเมียมไม่ให้มี การปนเปื้อนเพิ่มขึ้น และรักษาสมดุลระบบนิเวศของพื้นที่ในลุ่มน้ำ  กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน  จึงได้เร่งรัดการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของดิน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาง สาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแคดเมียมไม่ให้มีการปนเปื้อนเพิ่มขึ้น  และรักษาสมดุลระบบนิเวศของพื้นที่ในลุ่มน้ำ กระทรวงเกษตรฯ  โดยกรมพัฒนาที่ดิน  จึงได้เร่งรัดการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของดินในบริเวณลุ่ม แม่น้ำตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  โดยยกร่างกรอบแนวทางการบูรณาการงานตามแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสม พ.ศ.2553-2555 ประกอบด้วย  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้างระบบระบายน้ำและทางลำเลียงในไร่นา  จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในแปลงเกษตรกร การติดตามตรวจสอบสารแคดเมียม  วิจัยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกอ้อย  แผนงานสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช  แผนงานการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตโดยใช้เทคโนโลยีกรมพัฒนาที่ดิน  ตรวจติดตามสุขภาพประชาชน และการประชาสัมพันธ์ มวลชนสัมพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ โครงการปี 2553 นั้น นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯจะมีการปรับโครงสร้างด้านชลประทาน  เพื่อระบายน้ำออกรวมทั้งปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์  อีกทั้งให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกข้าวโดยให้หันมาปลูกอ้อยเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งในฤดูการเพาะปลูกปีนี้เกษตรกรได้ลดพื้นที่การปลูกข้าวไปแล้วกว่า 7,000  ไร่ จากพื้นที่มีการตรวจพบการปนเปื้อนของสารแคดเมียม จำนวน 13,200 ไร่  คิดจากพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 20,000 ไร่  โดยตั้งเป้าทั้งด้านชลประทานและการลดพื้นที่ปลูกข้าวให้แล้วเสร็จภายในปี  2553-2554  เพื่อเป็นการป้องกันความรุนแรงและความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม  โดยการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพืชให้ออกห่างห่วงโซ่อาหาร  และได้ประสานความร่วมมือภาคเอกชนเข้ามาลงทุนการใช้ผลผลิตอ้อยในการผลิตเอทา นอล  เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ลุ่มแม่น้ำตาว.&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-8728368437915837886?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/8728368437915837886/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_4153.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8728368437915837886'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/8728368437915837886'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_4153.html' title='ปรับระบบปลูกพืชลุ่มแม่น้ำตาว แก้ไขปัญหาแพร่กระจายแคดเมียม - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4854881434763335517</id><published>2010-05-06T08:55:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T08:56:31.136+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล'/><title type='text'>ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กรมการข้าวร้องขอ ชะลอปลูกข้าว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/57181"&gt;ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กรมการข้าวร้องขอ ชะลอปลูกข้าว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "7 มกราคม 2553, 05:30 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/06/300/57181.jpg" alt="Pic_57181" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;การพักนาไม่ปลูกข้าวจะเป็นการตัดวงจรชีวิตของทั้งโรคไวรัสและ เพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล ที่เป็นแมลงพาหะด้วย  นอกจากนั้นควรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 4 ฤดู  และใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 พันธุ์  เพื่อลดความเสี่ยง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว  เปิดเผยว่า  สืบเนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการในการควบคุมการระบาดของ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างรุนแรง  โดยสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าวเข้าไปทดสอบการใช้สารฆ่าแมลง  โดยเพิ่มอัตราการใช้สารเป็น 2-3 เท่าของอัตราปกติ  แต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดลงได้จนถึงระดับที่น่าพอใจ  ซึ่งสาเหตุหนึ่งเพราะยังมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้  จากรายงานของศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  พบว่าขณะนี้มีพื้นที่การระบาดแล้วกว่า 2 ล้านไร่ ใน 14 จังหวัด คือ  พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี นนทบุรี กำแพงเพชร ปทุมธานี นครสวรรค์  สิงห์บุรี พิจิตร ชัยนาท เพชรบูรณ์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และนครนายก ดังนั้น  แนวทางหยุดการระบาดได้โดยการตัดพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ลดลง  ด้วยการชะลอการปลูกข้าวในฤดูถัดไปอย่างน้อย 1 เดือน  หรือเลื่อนการปลูกข้าวออกไปจนกว่าจะไม่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอพยพเข้ามาใน พื้นที่ โดยการสังเกตจากแมลงที่มาเล่นไฟมีจำนวนน้อย และยังพบโรคไวรัส 2  ชนิดในนาข้าว คือโรคใบหงิก (โรคจู๋) และโรคเขียวเตี้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การพักนาไม่ ปลูกข้าวจะเป็นการตัดวงจรชีวิตของทั้งโรคไวรัสและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  ที่เป็นแมลงพาหะด้วย นอกจากนั้นควรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก 4 ฤดู  และใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 1 พันธุ์  เพื่อลดความเสี่ยง เช่น ข้าวพันธุ์ กข29 และ กข31  ส่วนเกษตรกรรายใดที่ปลูกข้าวไปแล้วไม่ควรใช้สารอะบาเม็กติน  และสารฆ่าแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ (ยาน็อก)  เนื่องจากเป็นสารที่มีพิษต่อศัตรูธรรมชาติต่างๆ เช่น มวนเขียวดูดไข่ แมงมุม   ส่งผลให้ระบบนิเวศในนาข้าวเสียสมดุลซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการระบาดของเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลอยู่จนถึงขณะนี้" อธิบดีกรมการข้าวกล่าว.&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4854881434763335517?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4854881434763335517/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6349.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4854881434763335517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4854881434763335517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6349.html' title='ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กรมการข้าวร้องขอ ชะลอปลูกข้าว - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2452399725596376668</id><published>2010-05-06T08:52:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T08:53:29.353+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สหกรณ์อิสลาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนันต์ ภู่สิทธิกุล'/><title type='text'>สหกรณ์อิสลามเข้มแข็ง ใช้ 7 ระบบงานสร้างมาตรฐาน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/57175"&gt;สหกรณ์อิสลามเข้มแข็ง ใช้ 7 ระบบงานสร้างมาตรฐาน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "7 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/06/300/57175.jpg" alt="Pic_57175" class="detail-image" height="180" width="300" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;em&gt;นายอนันต์  ภู่สิทธิกุล&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาวะเศรษฐกิจในภายภาคหน้าจะผันผวนไปในทิศ ทางใดก็ตาม เพื่อให้ สหกรณ์อิสลามในเขตพื้นที่ 12 จังหวัด จำนวน 54 สหกรณ์  สมาชิก 93,557 คน  เกิดความเข้มแข็งสามารถดำเนินธุรกิจต่างๆได้อย่างไม่ได้รับผลกระทบ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาย อนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้  สหกรณ์อิสลามได้เข้าใจระบบการจัดการการพัฒนามาตรฐานการบัญชีและระบบสารสนเทศ ทางการเงิน กรมตรวจบัญชีฯ ได้จัดเสวนาเรื่อง  "การพัฒนามาตรฐานการบัญชีสหกรณ์อิสลามบนความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน  ในเขตพื้นที่ 12 จังหวัด" ขึ้นในวันนี้  (7  มกราคม)  ณ   สหกรณ์ออมทรัพย์อัศศิดดีก  จำกัด  อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา ขึ้น  เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการสำหรับ 35 สหกรณ์  ให้มีความพร้อมอย่างเพียงพอ  อีกทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลตนเอง  ก่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ในระบบข้อมูลสหกรณ์สามารถ  ใช้ระบบเตือนภัยบนพื้นฐานภาวะเศรษฐกิจทางการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สภาวะเศรษฐกิจใน ภายภาคหน้าจะผันผวนไปในทิศทางใดก็ตาม เพื่อให้ สหกรณ์อิสลามในเขตพื้นที่ 12  จังหวัด จำนวน 54 สหกรณ์ สมาชิก 93,557 คน  เกิดความเข้มแข็งสามารถดำเนินธุรกิจต่างๆได้อย่างไม่ได้รับผลกระทบ  กรมตรวจฯจึงมุ่งพัฒนามาตรฐาน ส่งเสริมการใช้โปรแกรมระบบบัญชี  ในการประมวลผลข้อมูล 7 ระบบงานหลัก ซึ่งประกอบด้วย ระบบสมาชิกและหุ้น  ระบบสินเชื่อไม่มีดอกเบี้ย อาทิ สินเชื่อมุรอบะหะฮะ สินเชื่อกอรดุล หะซัน  ระบบเงินรับฝากไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเงินฝากประเภทวาดีอะฮ และมูฎอรอบะฮ  ระบบสินค้า ระบบกองทุนตะกาฟุล ระบบบัญชีแยกประเภท และระบบประมวลผล  ซึ่งการคำนวณจะต้องกระทำให้ถูกต้องตามหลักศาสนา"  อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าว.&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;          &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2452399725596376668?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2452399725596376668/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/7.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2452399725596376668'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2452399725596376668'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/7.html' title='สหกรณ์อิสลามเข้มแข็ง ใช้ 7 ระบบงานสร้างมาตรฐาน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-729512944613638330</id><published>2010-05-06T08:47:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T08:49:18.821+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แผนอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แนวพระราชดำริ..ป่าเปียก'/><title type='text'>แนวพระราชดำริ..ป่าเปียก แผนอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/56991"&gt;แนวพระราชดำริ..ป่าเปียก แผนอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "6 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;               &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/05/630/56991.jpg" alt="Pic_56991" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;     &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;สภาพป่าเปียก &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรม ป่าไม้สนองพระราชดำริ นำป่าเปียก ช่วยจัดการป่า  ส่งเสริมราษฎรปลูกต้นไม้โตเร็ว และต้นกล้วย  สร้างความชุ่มชื้นให้ป่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระ ราชดำริในเรื่อง... "ป่าเปียก"...(Wet  Fire Break) มาเป็นแนวทางในการอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/05/56991_20_2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;สมชัย เพียรสถาพร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...นาย สมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า เปิดศักราชใหม่ ในปี 2553 นี้  กรมป่าไม้ ได้สนองพระราชดำริ นำ...ป่าเปียก...มาช่วยในการจัดการป่าไม้ ทั้ง  ด้านการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้มีแหล่งน้ำ  ส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชเกษตร ไม้โตเร็ว และ ต้นกล้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...เพื่อ สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่า ทำให้ ป่าเขียวขจีอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งเป็นแนววางใน การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ และ  ป้องกันไฟป่าในระยะยาวที่ได้ผลอย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟป่า...ก่อให้เกิดผล กระทบต่อพรรณพืชธรรมชาติ สัตว์ป่า สภาพดิน น้ำ  ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน  และสุขภาพร่างกายของคนในพื้นที่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมป่าไม้   กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง  จึงได้รณรงค์ให้ราษฎรในท้องถิ่นหันมาร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันไฟป่า และหมอกควันที่เกิดขึ้น... สาเหตุของการเกิดไฟป่าในประเทศไทยมาจาก  พฤติกรรมของมนุษย์ เช่น การล่าสัตว์ หาของป่า เผาไร่ กำจัดวัชพืช  นักท่องเที่ยวจุดไฟ หรือการทิ้งก้นบุหรี่ที่ดับไม่สนิท  จนลุกลามกลายเป็นไฟป่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นจึงควรแก้ปัญหาเริ่มต้นที่มนุษย์  โดยสร้างแรงจูงใจให้ชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้หรือรอบแนวเขต ป่าไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า  ให้เกิดการเรียนรู้และได้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมไฟป่า  เพื่อให้...คนอยู่กับป่าอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/05/56991_20_3.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;การเกิดไฟป่า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อธิบดี กรมป่าไม้ บอกอีกว่า กรมฯได้จัดทำโครงการป้องกันไฟป่าใน  พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  โดยให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า จำนวน 300  หมู่บ้านใน 48 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการฯ โดยกรมฯ  จัดหาอุปกรณ์ในการดับไฟ พร้อมทั้งให้ ความรู้ความเข้าใจในการดับไฟ และ  ฝึกทักษะการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าอย่างถูกวิธี  เพื่อให้ชุมชนเป็นแนวร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ รวมทั้ง  สร้างความรักและสามัคคีในการร่วมแรงร่วมใจดับไฟ และ  รักษาป่าของชุมชนไว้ไม่ให้เกิดไฟไหม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้  หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าได้ สำเร็จ  หรือช่วยกันดับไฟทุกครั้งที่เกิดไฟป่า โดยพื้นที่ป่าที่เสียหาย  ไม่เกินร้อยละ 5 ของพื้นที่  จะได้รับเงินอุดหนุนในการป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควัน จาก กรมป่าไม้  หมู่บ้านละ 100,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไฟป่า...ที่เกิดขึ้นวันนี้...กรมป่าไม้เพียง หน่วยงานเดียวคงไม่สำเร็จ  จึงขอความร่วมมือราษฎรให้ช่วยกันดับไฟตั้งแต่แรกเห็น  เพื่อมิให้ไฟขยายเป็นวงกว้าง หากรุนแรงจนไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้ง  ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าทั้ง 4 ภาค ภาคกลาง 0-3721-1275  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 0-4337-0576 ภาคเหนือ 0-5337-4511 และภาคใต้  0-7537-8283 หรือส่วน กลางที่ กทม.0-2561-5127  เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จะได้รีบออกไป...สยบพระเพลิงได้ทันท่วงที...!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ไชยรัตน์ ส้มฉุน&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;/div&gt;           &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-729512944613638330?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/729512944613638330/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_4456.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/729512944613638330'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/729512944613638330'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_4456.html' title='แนวพระราชดำริ..ป่าเปียก แผนอนุรักษ์และป้องกันไฟป่า - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5702449818161092579</id><published>2010-05-06T08:44:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T08:45:37.201+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นกซันคอนัวร์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Conure'/><title type='text'>นก"ซันคอนัวร์"ชีวิตที่เปลี่ยนสีสัน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/56758"&gt;นก"ซันคอนัวร์"ชีวิตที่เปลี่ยนสีสัน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "5 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;               &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/04/630/56758.jpg" alt="Pic_56758" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;     &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ซันคอนัวร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นก"  จากอดีตโบยบินหากินอยู่ในป่า ทุกวันนี้กลับกลายมาเป็น "นกเลี้ยง"  ในกรงนั้นมีอยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงหลายรายสามารถ ...  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นก"  จากอดีตโบยบินหากินอยู่ในป่า ทุกวันนี้กลับกลายมาเป็น "นกเลี้ยง"  ในกรงนั้นมีอยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงหลายรายสามารถ  "บรีดเพื่อพัฒนาสายพันธุ์" ให้มีความเด่นเฉพาะตัวอาทิ หงส์หยก ค็อกคาทู  (Cockatoo) เลิฟเบิร์ด ฯลฯ และซันคอนัวร์  ซึ่งเป็นกลุ่มนกปากขอก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...คอนัวร์  (Conure) ถิ่นกำเนิดอยู่แถบละตินอเมริกา พันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ  พาทาโกเนี่ยน และเล็กสุดคือ เพ้นท์เท็ต  โดยธรรมชาติพวกมันจะรักความสงบอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ และเพราะสีสันอันสดใส  จึงเป็นแรงกระตุ้นให้พวกมันกลายเป็นนกเลี้ยง  ที่นับว่าไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/04/56758_20_2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;มลฑล ตระการสิทธิกุล  ผู้ก่อตั้งชมรมนกสวยงาม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายมลฑล ตระการสิทธิกุล  ผู้ก่อตั้งชมรมนกสวยงาม บอกกับ "หลายชีวิต"  ว่า...ด้วยเพราะความชอบในวัยเด็กจึงเลี้ยง เริ่มเลี้ยงนกมาประมาณ 22 ปี  ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา กระทั่งไปเที่ยว ประเทศฟิลิปปินส์  ซึ่งมีฟาร์มนกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดแรงบันดาลใจว่า  "นกไม่ได้เลี้ยงเพื่อความสวยงามหรือใจรักเพียงอย่างเดียว  แต่เราสามารถแปรเปลี่ยนจากคนเลี้ยงนกให้นกเลี้ยงคนได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงปี43  จึงหันมาทำอาชีพเพาะพันธุ์นกตระกูล "ปากขอ" ซึ่งในบ้านเราแบ่งเป็น 3  ขนาดคือ นกขนาดเล็ก ได้แก่ หงส์หยก เลิฟเบิร์ด ขนาดกลาง ริงเนก อีเลคตัน  แอฟริกันเกร ซันคอนัวร์ และ ขนาดใหญ่ คือ มาคอร์หางใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ  "ซันคอนัวร์" เสน่ห์ของมัน นอกจาก สีสันสวยงาม อีกทั้ง ยังสามารถบอกอายุได้  ดังนั้น วงการคอนัวร์จึงยกให้เป็น "นกแปลก"  เพราะในรอบชีวิตมันสามารถเปลี่ยนสีได้ถึง 3 ครั้ง คือในช่วงวันต้น  ขนจะเป็นสีเขียวหัวเหลืองอมส้ม พออายุได้ 6 เดือน จะมีสีขนดอกหมาก ตัวลาย  กระทั่งอายุ 9-12 เดือน สีขนจะเปลี่ยนเป็นเหลืองทองทั้งตัว ยังมี ความฉลาด  จดจำเจ้าของ อยากรู้อยากเห็น หูไว อย่างในต่างประเทศอาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน  นอกจากเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแล้วยังไว้เฝ้าบ้าน  ซึ่งหากใครเดินผ่านจะส่งเสียงร้องดัง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลี้ยงนกให้มีสุขภาพ สมบูรณ์ ช่วงที่ขนยังไม่เต็มตัว  จะให้อาหารนกเล็กหลังกินอิ่มแล้วมันจะชอบนอนหงาย "ผึ่งพุง" ขาชี้ฟ้า  กระทั่งเริ่มหัดแทะ ควรให้ข้าวโพดทั้งฝักเพื่อเป็นการฝึก  จากนั้นจึงเริ่มให้ เมล็ดทานตะวัน ฝรั่ง กล้วย มะละกอ อย่างที่ฟาร์ม  ช่วงเช้าจะให้ "มิกซ์ฟู้ดสลัด"  แต่ละตัวจะเลือกกินอาหารแต่ละอย่างมากน้อยต่างกัน พร้อมทั้งให้ วิตามิน  อาทิ คาโตซาน ทางน้ำ และ คลุกอาหารเสริม วิตามินรวม  รวมทั้งน้ำมันตับปลาของเด็ก ราดคลุกในฟู้ดสลัดได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการ แยกเพศจะใช้วิธีกำมือสัมผัส "ตะเกียบ"  ซึ่งอยู่ใต้ท้องหน้าอกจับรูดจนกระทั่งสุดไปเกือบถึงทวารหนัก จะมีกระดูกอยู่  2 ท่อน หากสูงสะดุดมืออยู่ชิดกันจะเป็นตัวผู้ ส่วนตัวเมียกระดูกจะนูนห่าง  แต่ทั้งนี้ต้องใช้ประสบ การณ์ถึงจะสามารถแยกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวัยที่เหมาะ สมจะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ คุณมลฑล บอกว่า ควร อยู่ในช่วงอายุ 18 เดือน  ซึ่งการผสมพันธุ์ ต้องสุดแล้วแต่ธรรมชาติ ไม่สามารถฝืน  ความรู้สึกทางธรรมชาติได้ ดังนั้น คนเลี้ยงต้องใจเย็น ช่างสังเกต  เราจะรู้ได้ ก็ต่อเมื่อตัวเมียเริ่มแยกออกจากฝูงหาที่วางไข่  ครั้งหนึ่งออกมาประมาณ 5 ใบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับใครที่สนใจเทคนิคการ  เลี้ยงสามารถกริ๊งกร๊างสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.08-1858-5775  หรือที่ &lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/www.mp%20birdfarms.com" target="_blank" rel="nofollow"&gt;www.mp birdfarms.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;เพ็ญพิชญา เตียว &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;/div&gt;           &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5702449818161092579?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5702449818161092579/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_308.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5702449818161092579'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5702449818161092579'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_308.html' title='นก&quot;ซันคอนัวร์&quot;ชีวิตที่เปลี่ยนสีสัน - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4674777843809320455</id><published>2010-05-06T08:38:00.001+07:00</published><updated>2010-05-06T08:40:28.674+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไพบูลย์ แย้มเผื่อน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องผลิตปุ๋ย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มทร.'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปุ๋ยอินทรีย์'/><title type='text'>ผุดเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ หนึ่งในโลก ใช้กับปุ๋ยอินทรีย์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/56575"&gt;ผุดเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ หนึ่งในโลก ใช้กับปุ๋ยอินทรีย์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "4 มกราคม 2553, 05:00 น."&lt;br /&gt;               &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/03/630/56575.jpg" alt="Pic_56575" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;     &lt;p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;em&gt;ผศ.ไพบูลย์  แย้มเผื่อน&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุ๋ยอินทรีย์ กำลังเป็นที่นิยมของเกษตรกร  เพราะสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง อีกทั้งยังทำให้คุณสมบัติของดินดีขึ้น  สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ  แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่างๆทางชีวภาพเสียก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันมีการตั้ง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์  ขึ้นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมาก  โดยเฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ด้วยเหตุผลนี้  ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ  คณะวิศวกรรม-ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี  ได้ออกแบบและสร้าง "เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์ อัตโนมัติต้นแบบ" ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.ไพบูลย์  เล่าว่า เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์  อัตโนมัติต้นแบบนี้สร้างขึ้นเป็นเครื่องแรกในโลก...โดยมีส่วนประกอบคือ  แท่นเครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4  ล้อและเคลื่อนไป-กลับบนรางยาว 35 เมตร ใบผสมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.90 เมตร  ยาว 4 เมตร แบ่ง 6 ชุด ชุดละ 4 ใบ แต่ละชุดวางมุมสลับทำมุมกัน 45 องศา  เพื่อลดแรง โดยมีลูกปืนรองรับเพลา 3 ช่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/03/56575_20_2.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;&lt;em&gt;เครื่องผลิตปุ๋ย อินทรีย์ออโต้เครื่องแรกของโลก&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการหมุนของใบผสมสามารถ หมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา  ชุดส่งกำลังใบผสมถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 3 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220  โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบเพื่อทำให้ความเร็วที่ส่งจากมอเตอร์  ลดความเร็วลง และชุดส่งกำลังขับเคลื่อนแท่นถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ ขนาด  1.5 กำลังม้า ผ่านสายพาน และโซ่มีตัวทดรอบเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีชุดส่งสายไฟ จะถูกแขวนบนลวดสลิงด้วยรอกเป็นขดๆ  และสามารถเคลื่อนขยายเข้าออกไปตามแท่นเครื่องที่เคลื่อนไปได้ มีระบบฉีดน้ำ  ใช้ปั๊มขนาด 1.5 แรงม้า ดูดจากบ่อที่มีความกว้าง 0.40 เมตร ยาว 30 เมตร  ขนานกับราง หัวฉีด มี 2 ชุด คือ  ชุดหน้าและชุดหลังเพื่อใช้ได้ทั้งเดินไปและเดินกลับ ทำด้วยท่อ  PVC  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ตรงหัวฉีดยาว 4 เมตร จะเจาะรูเป็น 3 แถว  สลับฟันปลา ทั้งชุดหน้าและชุดหลังชุดละประมาณ 34 รู ใช้ในการฉีดน้ำ  และน้ำจุลินทรีย์ ลงไปที่กองปุ๋ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ  ชุดควบคุมใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (PLC) สามารถควบคุมด้วยมือ หรือ  ทำงานแบบอัตโนมัติ (ออโต้) ก็ได้แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ส่วน คือ  ควบคุมความเร็วของใบผสม ควบคุมความเร็วการเคลื่อนที่ของเครื่องผลิตปุ๋ย และ  ควบคุมการไหลของน้ำหรือน้ำจุลินทรีย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/03/56575_20_3.jpg" alt="" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการทดสอบสมรรถนะของ เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ พบว่า  สามารถผลิตปุ๋ยได้ครั้งละ 20-25 ตัน โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน  (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน)  ใช้เวลาในการเดินเครื่องผสมปุ๋ยหรือกลับปุ๋ยประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง  โดยใช้คนงานคุมเพียง 1 คน โดยปกติจะต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อครั้ง  และใช้คนงานจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นการประหยัดค่าแรงงานได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ เครื่องยังสามารถหมุนผสมและเดินไป-กลับอัตโนมัติหรือควบคุมเองได้ ฉีดน้ำ  และปรับอัตราไหลได้ มีความปลอดภัยจาก ก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และ ความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการย่อยสลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญเครื่องดัง กล่าว ใช้ไฟบ้านทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ 120 บาท ต่อการผลิตปุ๋ย 20-25 ตัน  เท่านั้น ใครสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ไพบูลย์ 08-1353-7754  หรือคลิกไปที่ &lt;a href="mailto:pailboon.y@en.rmutt.ac.th" target="_blank" rel="nofollow"&gt;E-mail: pailboon.y@en.rmutt.ac.th&lt;/a&gt;.&lt;/p&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ไชยรัตน์ ส้มฉุน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;    &lt;/div&gt;           &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4674777843809320455?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4674777843809320455/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_06.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4674777843809320455'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4674777843809320455'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_06.html' title='ผุดเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ หนึ่งในโลก ใช้กับปุ๋ยอินทรีย์ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5912624314553359135</id><published>2010-05-06T08:34:00.000+07:00</published><updated>2010-05-06T08:34:15.615+07:00</updated><title type='text'>วิกฤต 'ป่าต้นน้ำ' ถูกทำลาย ปี 2553 เตรียมรับภัยพิบัติใหญ่</title><content type='html'>&lt;em class="time"&gt;1 มกราคม 2553, 17:00 น&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/56328"&gt;วิกฤต 'ป่าต้นน้ำ' ถูกทำลาย ปี 2553 เตรียมรับภัยพิบัติใหญ่ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;img class="alignleft" style="margin: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/01/56328_20_2.jpg" alt="" height="378" width="630" /&gt;ช่วงปีที่ผ่านมา  ชาวไทยต้องผจญกับภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่  และภัยแล้งอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากป่าต้นน้ำถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;div id="wrapper" class="sidebar-background"&gt;&lt;div class="pageTopnews"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ขณะ ที่การบุกรุกทำลาย "ป่าต้นน้ำ" ก็เกิดขึ้นๆ ไม่ขาดสายเช่นกัน  โดยกลุ่มผู้ทำลายก็ไม่ใช่ใครอื่น มีทั้งนักการเมือง  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และระดับล่าง กลุ่มนายทุนอิทธิพล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมถึงกลุ่มคน ในเครื่องแบบสีต่างๆ ที่ว่าจ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเอาไม้ ไปขาย และปรับพื้นที่ทำการเกษตร นอกจากนี้  ยังมีชาวไทยภูเขาแผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ล่ะที่ทำให้เกิด  อุทกภัยใหญ่ และ ภัยแล้ง มากกว่าแต่ก่อน เพราะ "ป่าต้นน้ำ"  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ค่อยๆ  ไหลลงสู่แม่น้ำลำธาร หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคน สัตว์และพืชต่างๆ  ถูกทำลายไปจนเหลือน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่น่าห่วงว่า ขณะนี้เข้าขั้นวิกฤติแล้ว  จากตัวเลขการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ ในปี 2531 มีพื้นที่  ป่าเหลืออยู่เพียงร้อยละ 28 ของพื้นที่ประเทศไทย หรือประมาณ 30 ล้านไร่  นอกจากนี้ ในการสำรวจ ปี 2528 พบว่ามี พื้นที่ป่าต้นน้ำ เหลือประมาณ 3  ล้านไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในปี 2552  ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้และป่าต้นน้ำกลับถูกทำลายลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  ขณะที่การปลูกป่ายังดำเนินการได้น้อย  และในหลายจังหวัดก็มีการตื่นตัวที่จะออกมาปราบปรามพวกตัดไม้ทำลายป่า  และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img class="alignleft" style="margin: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/01/56328_20_4.jpg" alt="" height="260" width="400" /&gt;ที่ จ.ตรัง เป็นข่าวใหญ่โตส่งท้ายปี 2552  จากการที่พื้นที่ป่าต้นน้ำ ใน เขตอุทยานแห่งชาติ จ.ตรัง  ถูกกลุ่มนายทุนผู้มีอิทธิพล นักการเมืองทุกระดับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  และนายทหาร เข้ามาอ้างกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ บุกรุกทำลายป่าจำนวนมาก จน  ฝ่ายปกครอง ต้องออกมาสนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และ อส. จับกุม  นายทหาร ที่เข้าบุกรุกถางป่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายเนติวิทย์ ขาวดี ปลัดอำเภอ  หัวหน้าฝ่ายรักษาความมั่นคง อ.สิเกา จ.ตรัง กล่าวว่า  ผืนป่าต้นน้ำหลายแห่งถูกทำลายย่อยยับ และตกอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วง  คงเหลือป่าอุดมสมบูรณ์ไม่ถึงร้อยละ 10 ของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัด  อนาคตถ้าไม่มีมาตรการเด็ดขาดเพื่อรักษาไว้ ผืนป่าก็จะเหลือเพียงตำนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะ ที่ นายศรัณย์ ใจสอาด ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 5 (นครศรีธรรมราช)  ซึ่งดูแลพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต สตูล  และตรัง กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือ พื้นที่ป่าต้นน้ำใจกลาง เทือกเขาบรรทัด  เขต จ.ตรัง รอยต่อ จ.สตูล เนื้อที่ประมาณ 300-400 ไร่  ถูกบุกรุกทำลายเหี้ยนเตียนเพื่อเอาที่ไปปลูกสวนปาล์มและยางพาราส่งผลกระทบ ต่อแหล่งน้ำในเขตเขาปู่ เขาย่า และแม่น้ำ ลำคลอง เป็นวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีก ทั้งใน จ.พังงา ด้านทะเลอันดามัน มีการบุกรุกเขตป่าอนุรักษ์ต่างๆ  เช่นเดียวกับ จ.นครศรีธรรมราช  มีการบุกรุกป่าต้นน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติกะทูน  ป่าน้ำต้นถูกทำลายไปกว่า 200 ไร่ รวมพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายใน 6  จังหวัดประมาณ 1,000 ไร่ จึงต้องรณรงค์ให้รู้คุณค่าของป่าต้นน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน ที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ป่า 8,174,758 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ 26  ป่า เนื้อที่ 3,643,588 ไร่  และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คืออุทยานแห่งชาติ 6  แห่ง ปัจจุบันมีการบุกรุก แผ้วถาง ตัดโค่นต้นไม้ทำลายป่า  จากการสำรวจทางอากาศมีพื้นที่ป่าเหลือประมาณ 2.3 ล้านไร่ หรือร้อยละ 28  ของทั้งจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายดำริห์ บุญจริง ผวจ.สุราษฎร์ธานี  ได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหยุดยั้งการแผ้วถางป่า ต้นไม้  และดำเนินโครงการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้ง "ธนาคารต้นไม้"  มีเป้าหมาย 299 แห่ง แต่ละแห่งปลูกต้นไม้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น และคาดว่า ปี  2553 จ.สุราษฎร์ธานี จะมีต้นไม้เกิดขึ้นใหม่กว่า 1,490,000 ต้น  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงเจริญพระชนมพรรษา 77 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img class="alignright" style="margin: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/01/56328_20_3.jpg" alt="" height="300" width="400" /&gt;นายยงยุทธ ชำนาญรบ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ  ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร กล่าวว่า รับผิดชอบพื้นที่จังหวัด ได้แก่  มุกดาหาร, สกลนคร, นครพนม มีพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้งหมด 828.56 ตารางกิโลเมตร  คิดเป็นเนื้อที่ 517,850 ไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉพาะพื้นที่ อ.ดงหลวง และ อ.คำชะอี  จ.มุกดาหาร มีพื้นที่ป่า 300,000 ไร่ เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ในเขต อ.ดงหลวง  ถูกทำลายไปประมาณร้อยละ 10 และมีชาวบ้านบุกรุกที่ทำกินอีกประมาณร้อยละ 10&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่ง ผลกระทบทำให้เกิดความแห้งแล้ง บริเวณอุทยานแห่งชาติมีอ่างเก็บน้ำอยู่ 24  อ่าง ทุกปีน้ำในอ่างก็ค่อนข้างลดลงต่ำกว่าปกติจนน่าเป็นห่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ยัง ดีที่ นายกิจกรรม เชื้อคำฮด นายก อบต.พังแดง อ.ดงหลวง  ผู้นำป่าชุมชนซึ่งมีพื้นที่ติดลำห้วยบางทราย  เป็นป่าต้นน้ำที่ติดเทือกเขาภูพาน  ทุกปีเวลาฝนตกหนัก  น้ำไหลผ่าท่วมหมู่บ้านและถนน เนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า  ไม่มีต้นไม้พอที่จะซับน้ำที่ไหลจากภูเขาไว้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงคิดวิธีตั้ง กฎเกณฑ์ให้ชาวบ้านทุกคนถือต้นกล้าไม้คนละ 3 ต้น  ไปปลูกชดเชยทุกครั้งที่ขึ้นไปบนภูเขา เพื่อเป็นการปลูกป่าต้นน้ำ  แม้จะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยปลุกจิตสำนึกให้ช่วยกันอนุรักษ์ป่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาย ฉกาจ ลาภานุพัฒน์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 11 เปิดเผยว่า  ดูแลและรับผิดชอบ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก, เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์  ได้วางแนวทางอนุรักษ์ ป้องกันป่า  โดยให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนธิกำลังกับทหาร และกรมป่าไม้  ออกลาดตระเวนตามพื้นที่ป่าต้นน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมทั้งจัดสรรพื้นที่ทำกันให้ชาว บ้านเพื่อจะได้ไม่บุกรุกตัดต้นไม้  แต่ก็ยังมีบางส่วนเกิดความโลภนำที่ดินไปขายให้นายทุน  แล้วกลับไปบุกรุกป่าอีก ก็ดำเนินการจับกุมอย่างเฉียบขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img class="alignleft" style="margin: 5px;" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/01/01/56328_20_5.jpg" alt="" height="300" width="400" /&gt;ทางด้าน จ.พะเยา  ซึ่งเป็นอีกจังหวัดที่มีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ  ขยายพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยจำนวนมาก นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.พะเยา  จึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จ.พะเยา  เพื่อตรวจสอบและติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมกันนี้ได้จัด โครงการจัดตั้ง "อาสาสมัครพิทักษ์ป่า"  มาร่วมป้องกันและให้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่มิให้มีการบุกรุกทำลายป่าและเผาป่า  ทำให้จับกุมผู้ กระทำผิดได้จำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าปัญหาการทำลาย   "ป่าต้นน้ำ"  นั้น   เป็นเรื่องของชาวไทยทุกคนที่จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยกันอนุรักษ์  ดังกระแสพระราชดำรัสของ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"...ควร จะปลูกต้นไม้ในใจคนก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน  และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น หากชาวไทยทุกคนไม่ช่วยกันอนุรักษ์  ป่าต้นน้ำไว้แล้ว เชื่อว่าในปีใหม่ 2553  พื้นที่หลายจังหวัดทุกภาคก็คงจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ  ครั้งใหญ่ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 255);"&gt;ทีมข่าวภูมิภาค&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5912624314553359135?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.thairath.co.th/content/edu/56328' title='วิกฤต &apos;ป่าต้นน้ำ&apos; ถูกทำลาย ปี 2553 เตรียมรับภัยพิบัติใหญ่'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5912624314553359135/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/2553.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5912624314553359135'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5912624314553359135'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/2553.html' title='วิกฤต &apos;ป่าต้นน้ำ&apos; ถูกทำลาย ปี 2553 เตรียมรับภัยพิบัติใหญ่'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-3826103304477665824</id><published>2010-05-04T18:10:00.001+07:00</published><updated>2010-05-04T18:11:32.668+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ต่อทะเบียน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาวประมง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ช่วยเหลือ'/><title type='text'>เตือนชาวประมงต่อทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/77561"&gt;เตือนชาวประมงต่อทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "18 เมษายน 2553, 14:00 น."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                   &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/04/18/420/77561.jpg" alt="Pic_77561" class="detail-image" height="252" width="420" /&gt;    &lt;div class="entry"&gt;    &lt;p&gt;เพื่อรองรับมาตรการให้ความช่วยเหลือ  หากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ  ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายเชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมประมง กล่าวว่า  ด้วยภูมิอากาศของประเทศไทยในระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค.ของทุกปี  ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน  จึงอาจทำให้หลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง   ทางกรมประมงมีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  และผู้ประกอบการด้านการประมง  เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงขอเชิญชวนให้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการด้านการประมง  รีบดำเนินการขึ้นทะเบียนและต่ออายุทะเบียนประมง  เพื่อรองรับมาตรการให้ความช่วยเหลือหากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการประมงที่มีสิทธิจะได้รับความ ช่วยเหลือนั้น  จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตร เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการด้านการประมง พ.ศ. 2550  ซึ่งสามารถติดต่อขอขึ้นทะเบียนได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ  และสำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ  สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ประกอบการประมงรายใดที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ แล้วและทะเบียนใกล้หมดอายุ สามารถแจ้งความประสงค์  ขอต่ออายุเพื่อรักษาสิทธิได้ภายใน 30 วัน ก่อนอายุทะเบียนจะสิ้นสุด  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมประมง โทร. 0 2562 0527&lt;/p&gt;        &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-3826103304477665824?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/3826103304477665824/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6296.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3826103304477665824'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/3826103304477665824'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_6296.html' title='เตือนชาวประมงต่อทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยเหลือ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7070543916095706065</id><published>2010-05-04T17:57:00.000+07:00</published><updated>2010-05-04T17:57:09.052+07:00</updated><title type='text'>กรมการข้าว แนะหยุดปลูกข้าวตัดวงจรเพลี้ยระบาด - ข่าวไทยรัฐออนไลน์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/77560"&gt;กรมการข้าว แนะหยุดปลูกข้าวตัดวงจรเพลี้ยระบาด - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/04/18/630/77560.jpg" alt="Pic_77560" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;          &lt;p&gt;ขอความร่วมมือชาวนา พักแปลงนาสักหนึ่งเดือน  เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด และค่อยปลูกต่อในช่วงนาปี ที่ใกล้จะถึง  หวั่นคุมการระบาดยาก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า ถึงแม้ว่ากรมการข้าวจะแนะนำทางด้านวิชาการและมีการรณรงค์ขนาดไหน  หากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ให้ความร่วมมือในการหยุดการแพร่ระบาดร่วมกัน  ด้วยการหยุดปลูกข้าวและพักแปลงนาสักหนึ่งเดือน เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด  และค่อยปลูกต่อในช่วงนาปี ซึ่งใกล้จะถึงแล้ว  ก็เป็นการยากที่จะหยุดการแพร่ระบาดได้  ต้องยอมรับว่าค่อนข้างเป็นห่วงเพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะแพร่กระจายไปกับ ลม  ซึ่งหากเข้าสู่ฤดูฝนขณะที่ยังมีการปลูกข้าวนาปรังรอบสองไม่ยอมหยุดเมื่อมี การแพร่ระบาดอยู่  ลมอาจพาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากภาคกลางไปยังภาคเหนือและภาคอีสานตอนนั้นจะ ลำบากกันทั้งประเทศ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;18 เมษายน 2553, 13:30 น.&lt;/p&gt;             &lt;/div&gt;       &lt;/div&gt;          &lt;div id="detail-info"&gt;         &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7070543916095706065?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.thairath.co.th/content/edu/77560' title='กรมการข้าว แนะหยุดปลูกข้าวตัดวงจรเพลี้ยระบาด - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7070543916095706065/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7070543916095706065'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7070543916095706065'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post_04.html' title='กรมการข้าว แนะหยุดปลูกข้าวตัดวงจรเพลี้ยระบาด - ข่าวไทยรัฐออนไลน์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4805803928296118406</id><published>2010-05-04T17:46:00.000+07:00</published><updated>2010-05-04T17:46:21.301+07:00</updated><title type='text'>ก.พาณิชย์เตรียมพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม</title><content type='html'>18 เมษายน 2553, 13:00 น.&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/edu/77559"&gt;ก.พาณิชย์เตรียมพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                &lt;img src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/04/18/630/77559.jpg" alt="Pic_77559" class="detail-image" height="378" width="630" /&gt;       &lt;div class="column-420 column-left"&gt;    &lt;div class="entry"&gt;          &lt;p&gt;เพื่อดูดซับผลผลิตออกจากตลาดประมาณ 9 แสนตัน  โดยเห็นว่ามาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกของรัฐบาลก่อนหน้านี้  รับซื้อได้ไม่ทั่วถึง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า  กรณีที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว  โดยเสนอให้โรงสีข้าว และผู้ส่งออกเข้ามาช่วยซื้อข้าวเปลือก  เพื่อช่วยพยุงราคาข้าวเปลือกนอกเหนือไปจากมาตรการประกันราคา เนื่องจาก  ขณะนี้ข้าวเปลือกจะออกสู่ตลาดอีก 1.8 ล้านตัน  กระทรวงเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ  ให้ช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 9 แสนตัน  โดยเห็นว่ามาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกของรัฐบาลก่อนหน้านี้  รับซื้อได้ไม่ทั่วถึงทำให้ดูดซับผลผลิตได้ไม่มาก รวมทั้ง  โรงสีไม่สนใจเข้าร่วมโครงการเนื่องจากมีปัญหาเรื่องของสภาพคล่อง และ  ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน นายชาญชัย รักษ์ธนานนท์  นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้  โรงสีกำลังประสบกับปัญหาข้าวล้นโกดัง  เนื่องจากรัฐบาลให้โรงสีเข้าร่วมโครงการเปิดจุดรับซื้อข้าวจากชาวนา  แต่ไม่มีนโยบายการระบายข้าว รัฐบาลจึงควรเข้ามารับซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง  นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะตั้งราคาประกันรายได้  เพิ่มจากปัจจุบันที่ประกันข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท  สำหรับมาตรการพยุงราคาข้าวที่จะเพิ่มเงินให้แก่เกษตรกรอีก 200 บาทต่อตัน  รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้าวใหม่และข้าวเก่าในสต๊อกของรัฐบาล  อาจจะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวในตลาดขึ้นมาได้บ้าง  แต่ยังไม่มีมาตรการที่ประกาศออกมาชัดเจน&lt;/p&gt;             &lt;/div&gt;       &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4805803928296118406?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.thairath.co.th/content/edu/77559' title='ก.พาณิชย์เตรียมพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4805803928296118406/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4805803928296118406'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4805803928296118406'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='ก.พาณิชย์เตรียมพิจารณารับซื้อข้าวเปลือกเพิ่ม'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4671974576769033988</id><published>2010-04-16T09:59:00.002+07:00</published><updated>2010-05-05T23:49:32.863+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ยกเลิก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แอร์บัส'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เอ380'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สังขพงศ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ณรงค์ศักดิ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบินไทย'/><title type='text'>ตีเมืองขึ้นแอร์บัส เลิกซื้อเอ380 คมนาคมส่งซิก</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/eco/11811"&gt;ตีเมืองขึ้นแอร์บัส เลิกซื้อเอ380 คมนาคมส่งซิก - ข่าวไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;: "9 มิถุนายน 2552, 21:36 น."&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4671974576769033988?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4671974576769033988/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/04/380.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4671974576769033988'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4671974576769033988'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/04/380.html' title='ตีเมืองขึ้นแอร์บัส เลิกซื้อเอ380 คมนาคมส่งซิก'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4088572985142804174</id><published>2010-02-07T00:48:00.004+07:00</published><updated>2010-02-07T00:58:47.811+07:00</updated><title type='text'>FriendFeed</title><content type='html'>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cerbera  manghas  L.&lt;br /&gt;วงศ์ : APOCYNACEAE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อพ้อง :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อไทย :  ตีนเป็ดทราย*, ตีนเป็ดเล็ก, เทียนหนู, เนียนหนู, ปงปง, ปากเป็ด, มะตากอ, รักขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่ออังกฤษ :  SEA MANGO&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกฤทธิ์ : พิษต่อหัวใจและเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่เป็นพิษ : ยาง / ผล / เมล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารพิษ : thevetin B, thevobioside&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ : ระคาย เคืองเยื่อบุในปากและกระเพาะอาหารก่อน ตามด้วยอาการอาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะและปวดท้อง ถ้ารับประทานเข้าไปมาก และล้างท้องไม่ทัน สารพิษจะถูกดูดซึมผ่านทางลำไส้และแสดงพิษต่อหัวใจ ซึ่งจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว ขึ้นกับชนิดของไกลโคไซด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการรักษา :&lt;br /&gt;1. นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;2. ล้างท้อง&lt;br /&gt;3. รักษาตามอาการ&lt;br /&gt;4. ถ้าจาก EKG พบว่า มี Ventricular tachycardia ควรให้ potossium chloride&lt;br /&gt;(5-10 g) หรือให้ K+ (80 mEq/L) การเจ็บแขนอาจช่วยด้วยการนวด และ ประคบน้ำร้อน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4088572985142804174?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4088572985142804174/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/friendfeed.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4088572985142804174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4088572985142804174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/friendfeed.html' title='FriendFeed'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-6372038576593379773</id><published>2010-02-07T00:39:00.002+07:00</published><updated>2010-02-07T00:45:33.723+07:00</updated><title type='text'>Facebook | Sootin Claimon</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.facebook.com/profile.php?ref=profile&amp;amp;id=1808024857#%21/profile.php?ref=profile&amp;amp;id=1808024857"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span class="UIStory_Message"&gt;Excoecaria agallocha L. (ระคายเคืองต่อผิวหนัง) ( &lt;a href="http://bit.ly/dol8sH" target="_blank" rel="nofollow" onmousedown="'UntrustedLink.bootstrap($(this),"&gt;http://bit.ly/dol8sH&lt;/a&gt; )&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-6372038576593379773?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/6372038576593379773/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/facebook-sootin-claimon.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6372038576593379773'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6372038576593379773'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/facebook-sootin-claimon.html' title='Facebook | Sootin Claimon'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-550478080180013737</id><published>2010-02-05T13:49:00.001+07:00</published><updated>2010-02-05T14:12:17.462+07:00</updated><title type='text'>จัดงาน...เทศกาลผลไม้นานาชาติ “Fruit Paradise @ CentralPlaza Chaengwattana”</title><content type='html'>จัดงาน...เทศกาลผลไม้นานาชาติ “Fruit Paradise @ CentralPlaza Chaengwattana” ( &lt;a rel="nofollow" href="http://bit.ly/9xh3Wm"&gt;http://bit.ly/9xh3Wm&lt;/a&gt; )&lt;br /&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi="" style="color: rgb(0, 0, 0);font-size:85%;" &gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ สรรหาผลไม้สุดยอดทั่วโลก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;จัดงาน...เทศกาลผลไม้นานาชาติ  “Fruit Paradise @ CentralPlaza Chaengwattana” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;(เซ็นทรัล พลาซา แจ้งวัฒนะ : 16 ตุลาคม 2552) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ สร้างปรากฏการณ์เอาใจนักช้อปจัดเทศกาลผลไม้นานาชาติ “Fruit Paradise @ CentralPlaza Chaengwattana ( ฟรุ๊ต พาราไดส์ แอท เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ) ระดมผลไม้แปลกตามาให้ชม ชิม และช้อปอย่างจุใจ เนรมิตการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ชวนดารา จั๊กจั่น-อาคัมย์สิริ สุวรรณศุข, จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี พร้อมคู่รัก ปลาท่องโก๋ ปีใหม่-สุมนต์รัตน์ วัฒนาเศลารัตน์ กับ ต๊อบ-ปฏิญญา ควรตระกูล มาพิสูจน์ความแปลก!! โดยจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 - 25 ตุลาคม 2552 ณ ลานกิจกรรมชั้น G และชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-550478080180013737?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/550478080180013737/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/fruit-paradise-centralplaza.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/550478080180013737'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/550478080180013737'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/fruit-paradise-centralplaza.html' title='จัดงาน...เทศกาลผลไม้นานาชาติ “Fruit Paradise @ CentralPlaza Chaengwattana”'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2880614322812455228</id><published>2010-02-05T09:38:00.002+07:00</published><updated>2010-02-06T23:55:27.807+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เพาะเห็ดโอ่ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ปลูกผักในกระสอบ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เกษตรกรรมพอเพียง'/><title type='text'>มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน</title><content type='html'>&lt;a href="http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011152&amp;amp;srcday=2009-11-01&amp;amp;search=no"&gt;มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน&lt;/a&gt;: "เพาะเห็ดโอ่ง และปลูกผักในกระสอบ อาชีพเกษตรกรรมพอเพียง"&lt;br /&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi="" style="color: rgb(0, 0, 0);font-size:85%;" &gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บันทึกไว้เป็นเกียรติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพาะเห็ดโอ่ง และปลูกผักในกระสอบ อาชีพเกษตรกรรมพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน สภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำอยู่ในปัจจุบันนี้ มีประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่เกษตรกรที่ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์หลายรายประสบสภาวะกับการขาดทุน และผลผลิตราคาตกต่ำ ได้เปลี่ยนหันมาหาอาชีพเกษตรกรรมอื่นที่ทำได้เร็วและลงทุนไม่สูง อาชีพยอดนิยมที่สร้างรายได้เร็ว ได้แก่ การเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ด ฯลฯ โดยเฉพาะการเพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์และการเพาะเห็ดในตะกร้าพลาสติคแบบ ไม่ใช้โรงเรือน หรือแม้แต่การปลูกตะไคร้ ข่า หรือพืชผักสวนครัวอีกหลายชนิด การเพาะเห็ดในโอ่งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและการปลูกผักปลอดสารพิษในกระสอบ เป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ทำง่ายและลงทุนไม่สูงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนต่างก็ทราบ ดีว่า อาชีพการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟาง ซึ่งมีวิธีเพาะหลากหลายรูปแบบ ที่นิยมกันมากในขณะนี้ก็คือการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติคแบบไม่ใช้โรงเรือน หรือการเพาะเห็ดฟางในกระสอบ โดยวิธีการเพาะใช้แรงงานไม่มากนัก และต้นทุนการผลิตต่ำ สำหรับเห็ดชนิดอื่นๆ อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดภูฏาน เห็ดหูหนู ฯลฯ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะซื้อเห็ดถุงมาเปิดดอก โดยทั่วไปการเพาะเห็ดดังกล่าวเหล่านี้จะต้องสร้างโรงเรือน ใช้เงินทุนสูงพอสมควร และถ้าจะเพาะในเชิงพาณิชย์ต้องตววจสอบเรื่องการตลาดให้ดีเสียก่อน แต่ถ้าจะเพาะเพื่อการบริโภคในครัวเรือนแบบเศรษฐกิจพอเพียง ลดความยุ่งยากและไม่ต้องลงทุนสร้างโรงเรือน อีกทั้งใช้วัสดุเหลือใช้ในครัวเรือนมาใช้ให้เกิดประโยชน์คือ โอ่งแตก หรือโอ่งร้าว นำมาเพาะเห็ด จึงได้เกิดวิธีการ "เพาะเห็ดโอ่งไม่ต้องใช้โรงเรือน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสถาพร ตะวันขึ้น บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 75120 เริ่มต้นด้วยการเพาะเห็ดโดยซื้อก้อนเชื้อมาเปิด แต่พบว่าจะต้องมีการลงทุนและมีความยุ่งยากในการสร้างโรงเรือน ถึงแม้มีข้อมูลว่าการเพาะในโรงเรือนเห็ดจะออกดอกได้ดี แต่ดูแล้วไม่ค่อยสะอาด จึงได้พยายามค้นหาวิธีการที่ลงทุนต่ำ มีวิธีการเพาะที่ง่าย และสะอาดปลอดภัย ได้ดอกเห็ดที่มีคุณภาพดี ที่บ้านคุณสถาพรมีโอ่งแตกอยู่และไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ จึงได้นำมาทดลองเพาะเห็ด วิธีการเพาะเห็ดโอ่งจึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้โรงเรือน โดยเน้นเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เพราะจะได้เห็ดที่มีความสด คุณภาพดี และรสชาติอร่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยใช้โอ่งเก่า โอ่งแตก หรือโอ่งร้าว เป็นที่เพาะ สำหรับวัสดุอื่นๆ ก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ซื้อก้อนเชื้อเห็ดถุงชนิดที่ต้องการจะเพาะ กระสอบป่านใส่ข้าวสารหรือตาข่ายพรางแสงสีดำและบัวรดน้ำเท่านั้น ขั้นตอนการเพาะอันดับแรกจะต้องเลือกสถานที่ใช้เพาะควรเป็นใต้ร่มไม้หรือ บริเวณที่มีร่มเงา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัสดุและอุปกรณ์ในการเพาะเห็ดในโอ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ่ง มังกร (โอ่งแตก หรือโอ่งร้าว) จำนวน 1 ใบ ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าหรือเห็ดถุงชนิดอื่นๆ จำนวน 20 ก้อน ซาแรนหรือกระสอบป่าน สำหรับปิดปากโอ่ง จำนวน 1 ผืน ไม้ไผ่ตีเป็นตะแกรง ขนาดความกว้างxยาว ให้พอดีกับขนาดโอ่งที่เตรียมไว้ กรอบไม้ทำฐานรองพื้นโอ่ง (ด้านนอก) ทรายหยาบ รองพื้นโอ่ง และเชือกฟาง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการเพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นำไม้ที่เตรียมไว้สำหรับทำฐานรองโอ่งด้านนอก มาตีล้อมกรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยให้มีพื้นที่ว่างระหว่างกรอบไม้เพียงพอต่อการวางพื้นที่ผิวของโอ่งที่จะ วางในแนวนอน ไม่ให้โอ่งกลิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. นำโอ่งมาวางในแนวนอน บนฐานกรอบไม้ที่เตรียมไว้ในบริเวณที่มีร่มเงา และอากาศถ่ายเทสะดวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. นำทรายหยาบมาเทรองพื้นโอ่งที่วางไว้ในแนวนอน กะให้มีความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อกักเก็บความชื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. นำตะแกรงไม้ไผ่ที่เตรียมไว้มาวางด้านในโอ่ง โดยให้มีพื้นที่ว่างด้านบนมากกว่าพื้นที่ว่างด้านล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. นำก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอก ด้วยวิธีการเปิดจุกก้อนเชื้อด้านบน บังคับให้ดอกออกเป็นกระจุกด้านบน ก่อนวางเรียงก้อนเชื้อเห็ดจนเต็ม (แล้วปิดปากโอ่งด้วยกระสอบป่านหรือซาแรน แล้วใช้เชือกผูกยึดกระสอบ (ด้านบน) กับขอบปากโอ่งให้แน่น โดยปล่อยชายกระสอบให้สามารถเปิดขึ้นลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. รดน้ำบนก้อนเชื้อเห็ด เช้า-กลางวัน-เย็น ถ้าพบว่ากองเห็ดแห้งเกินไป ควรเพิ่มความชื้นโดยใช้กระบอกฉีดน้ำ พ่นน้ำให้เป็นฝอยๆ ในโอ่ง เพื่อเป็นการให้ความชื้นแก่ก้อนเห็ด แล้วปิดปากโอ่งไว้ หลังเพาะประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มมองเห็นตุ่มสีขาวเล็กๆ เกิดขึ้นบนก้อนเชื้อเห็ด ในช่วงนี้ต้องระวังเรื่องการรดน้ำ อย่าให้ดอกเห็ดโดนน้ำเป็นอันขาด มิฉะนั้น ดอกจะฝ่อและเน่าเสียหาย แต่ยังคงต้องพ่นน้ำให้ความชื้นอยู่ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. หลังจากสังเกตเห็นตุ่มดอกเห็ด ประมาณ 7-10 วัน ตุ่มเห็ดจะพัฒนาเป็นดอกเห็ดที่สามารถเก็บมารับประทานได้จนกว่าดอกเห็ดจะหมด รุ่น ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรระมัดระวังเรื่องความชื้น ในช่วงวันที่ 1-3 อย่าให้อุณหภูมิภายในโอ่งร้อน หรือขาดความชื้น ถ้าร้อนเกินไปให้เปิดปากกระสอบป่านเพื่อระบายอากาศออกจากโอ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำที่ ใช้สำหรับการรดก้อนเชื้อเห็ดจะต้องเป็นน้ำที่จืด มีค่า pH เป็นกลาง ไม่มีคลอรีนเจือปน เรื่องน้ำที่ใช้รดก้อนเห็ดนั้นสำคัญมาก ถ้าน้ำกร่อยหรือเค็มจะส่งผลให้เห็ดไม่ออกดอก น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำฝน หรือจะใช้น้ำประปาที่ผ่านการขจัดคลอรีนออกแล้วก็ได้ผลดีเช่นกัน (การรองน้ำประปาตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน จะช่วยขจัดคลอรีนออกไปได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็ด ที่จะนำมาใช้ในการเพาะแต่ละชนิดนั้น จะมีความต้องการและลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน เช่น เห็ดประเภทนางรม หูหนู และเป๋าฮื้อ จะต้องการสภาพอากาศที่ร้อนชื้นจนถึงสภาพอากาศตามปกติ ส่วนเห็ดนางฟ้า เห็ดหอม จะต้องการอากาศที่ค่อนข้างเย็นในการเจริญเติบโต การเพาะเลี้ยงเห็ดชนิดใดๆ ควรจะมีการจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดชนิดนั้นๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน วิธีการเพาะเห็ดโอ่ง ได้นำไปถ่ายทอดความรู้ยังศูนย์เรียนรู้ในเครือข่าย มหาวิทยาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณสรณพงษ์ บัวโรย โทร. (081) 315-3843 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม โทร. (034) 702-829&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ โสทร รอดคงที่ บัณฑิตหนุ่มจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 6 ตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โทร. (086) 463-7424 หันหลังจากงานประจำมาเริ่มต้นทำงานเกษตรแบบพอเพียง โดยการปลูกผักแบบปลอดสารพิษในกระสอบเก่า ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่น้อย เช่น อยู่ตึกแถว บ้านจัดสรร หรือสภาพดินไม่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ โสทร แนะนำว่า สามารถใช้ได้ทั้งกระสอบปุ๋ย กระสอบอาหารสัตว์ กระสอบแป้งสาลี หรือกระสอบต่างๆ ขนาดใดก็ได้ ยกเว้นกระสอบป่านซึ่งไม่เหมาะสม สำหรับกระสอบปุ๋ยบางชนิดที่น้ำซึมผ่านยากนั้น ควรนำมาเจาะรูให้สามารถระบายน้ำได้ก่อน แต่ถ้าเป็นกระสอบที่รั่วน้ำได้ดี ก็นำมาใช้ได้เลยทันที ดินที่จะนำมาใส่กระสอบนั้นก็จะต้องผสมให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นวัสดุปลูกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยคอกเก่า ปุ๋ยหมัก แกลบ แกลบเผา เศษใบไม้ ฯลฯ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คุณโสทรแนะว่า ถ้าผสมปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิผสมได้ด้วยก็จะยิ่งดี วิธีการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิคือ นำปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ผสมกับรำละเอียด 1 ส่วน ผสมกับแกลบหรือหญ้าแห้ง ฟางแห้ง ทะลายปาล์ม หรืออื่นๆ 1 ส่วน คลุกเคล้ากันให้ทั่ว จากนั้นนำกากน้ำตาล 40 ซีซี ละลายน้ำ 10 ลิตร ใส่จุลินทรีย์ 40 ซีซี คนให้เข้ากัน นำน้ำที่ได้ไปราดคลุกเคล้ากับวัสดุที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วทดสอบว่าปุ๋ย หมักใช้ได้หรือยัง ทดสอบโดยใช้มือขยำวัสดุดู หากมีน้ำไหลออกระหว่างนิ้ว แสดงว่าวัสดุแฉะเกินไป ให้เพิ่มวัสดุเข้าไปอีก ถ้าขยำเป็นก้อน แล้วปล่อยมือ ถ้าก้อนไม่แตกออกมาแสดงว่าพอดี ถ้าปล่อยมือแล้วก้อนวัสดุแตกทันที แสดงว่าวัสดุยังแห้งเกินไป ให้ราดน้ำจุลินทรีย์เพิ่มลงไป หมักวัสดุดังกล่าวโดยการกองไว้ในที่ร่ม ใช้กระสอบป่านคลุม ควรกลับกองวันละ 1 ครั้ง กลับกองปุ๋ยเรื่อยไปจนกว่าจะเย็น ซึ่งปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โบกาฉิ จะนำมาใช้ได้ก็ราว 7-10 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทคนิคการใส่ดินในกระสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อน ที่จะใส่ดินในกระสอบนั้น ผู้ปลูกจะต้องรู้ก่อนว่าจะปลูกผักชนิดใด เพื่อใส่ดินให้เหมาะกับชนิดผักนั้นๆ เช่น ถ้าปลูกผักที่มีรากยาว อย่างพริก มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว ฯลฯ เราก็ต้องพับหรือม้วนปากกระสอบลงมาแล้วใส่ดินปลูกให้สูงสัก 20-25 เซนติเมตร ถ้าปลูกผักที่มีรากสั้น อย่างผักกินใบ พวกคะน้า กวางตุ้ง ฮ่องเต้ ฯลฯ ก็ใส่ดินน้อยลงมา ให้สูงสัก 10-15 เซนติเมตร แต่การวางกระสอบในแนวตั้งจะทำให้ได้พื้นที่ในการปลูกน้อยแนะนำให้ใช้วิธีการ ใส่ดินในกระสอบประมาณครึ่งกระสอบแล้วมัดปากกระสอบด้วยเชือก วางกระสอบให้นอนลง จากนั้นก็เจาะรูที่กระสอบ อุปกรณ์ในการเจาะ หากระป๋องปลากระป๋องมาทาบแล้วใช้มีดคัตเตอร์ตัดเป็นวงกลม เพื่อให้หยอดเมล็ดผักได้ โดยจำนวนรูที่เจาะก็ตามความเหมาะสม ประมาณ 9-12 รู แล้วแต่ขนาดของกระสอบ จากนั้นนำเมล็ดผักมาหยอดปลูกได้เลยทันที รดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นผักงอกมีใบจริง 2-3 ใบ ก็ให้รดน้ำหมักชีวภาพจากปลา หอยเชอรี่ หรือน้ำหมักจากเศษผัก ผลไม้ หรือซื้อจุลินทรีย์ที่มีขายตามท้องตลาดนำมาผสมน้ำรดผัก ตามสะดวกที่จะหามาได้ ทุกๆ 5-7 วัน หรือจะใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก บ้างตามสะดวก ผักก็จะงามปลอดภัยกับสุขภาพของผู้บริโภค นอกจากจะได้รับประทานผักจากฝีมือตัวเองแล้ว หากปลูกมากก็ยังนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เป็นอย่างดีทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือ "อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 4" พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ "อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 1- เล่มที่ 3" รวม 4 เล่ม จำนวน 336 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 100 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้า 18&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2880614322812455228?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2880614322812455228/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2880614322812455228'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2880614322812455228'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7417502086442680263</id><published>2010-01-31T17:36:00.000+07:00</published><updated>2010-01-31T17:38:41.030+07:00</updated><title type='text'>SoClaimon</title><content type='html'>&lt;a href="http://soclaimon.blogspot.com/"&gt;SoClaimon&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7417502086442680263?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7417502086442680263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/01/soclaimon.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7417502086442680263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7417502086442680263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2010/01/soclaimon.html' title='SoClaimon'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-206156446642724588</id><published>2009-12-21T15:13:00.001+07:00</published><updated>2009-12-21T15:13:51.085+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สวนจาก'/><title type='text'>สวนจาก</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;เก็บมาเล่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;นิพนธ์ สุขสะอาด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;"สวนจาก" พืชเลี้ยงชีวิต เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;ต้น จาก พืชตระกูลปาล์ม ชอบขึ้นในที่ราบลุ่มแม่น้ำ และมีน้ำกร่อย น้ำเค็มท่วมถึงในบางฤดู อย่างเช่น ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปากพนัง เกษตรกรทำมาหากิน โดยใช้ผลผลิตจากสวนจาก เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวและเลี้ยงชุมชนมาหลายชั่วอายุคน สินค้าหลักคือ "น้ำตาลจาก" ที่เป็นสารตั้งต้นของอาหารแปรรูปหลากหลายชนิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะทำ งานประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นัดหมายกับเกษตรอำเภอปากพนัง (คุณวิจิตร นวลพลับ) และคณะ ให้ช่วยประสานงานกับเกษตรกรที่ทำสวนจาก ในอำเภอปากพนัง เพื่อเก็บข้อมูลมาเผยแพร่เมื่อหลายวันก่อน คณะได้เดินทางถึงบ้านป่าขลู่ หมู่ที่ 2 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. โดยมีคณะผู้นำชุมชนคอยต้อนรับ นำโดย ผู้ใหญ่เจริญ ชื่นสระ ผู้ใหญ่บ้าน คุณปรีชา แก้วกาญจน์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คุณสุชาติ สระศรีสุวรรณ ส.อบต.ขนาบนาก คุณหมูแม้ ศรีนุ่นวิเชียร ปราชญ์ชาวบ้าน และเกษตรกรผู้ทำสวนจากอีกหลายคน ต้อนรับกันตามธรรมเนียม ก่อนนำคณะลงแปลงดูวิถีชีวิตการเก็บเกี่ยวน้ำหวานจาก ถึงในแปลงของเกษตรกร คณะทำงานได้เก็บภาพขั้นตอนการผลิตน้ำตาลจาก ที่สำคัญๆ เสร็จพร้อมๆ กับที่เจ้าของแปลงเก็บเกี่ยวน้ำหวานเสร็จและนำมารวบรวม ณ โรงเตา คณะทำงานก็ได้เดินทางมาสมทบกันที่ศาลาโรงเตา ดูขั้นตอนการปฏิบัติไปพลาง เปิดวงคุยกันไปพลาง จนได้ข้อมูลที่น่าสนใจและนำมาเสนอดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ ปรานี สงดำ หญิงแกร่ง วัย 62 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 2 ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง ได้เล่าให้คณะฟังว่า ตนเองสืบทอดการทำสวนจาก มาจากรุ่นพ่อ ซึ่งมีอายุสวนประมาณ 100 ปี ตนมีสวนจากจำนวน 20 ไร่ เริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ขณะนี้อายุ 62 ปี รวมประสบการณ์ 44 ปี โดยคุณปรานีเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนต่างๆ พอลำดับได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การจัดการสวนจาก ในพื้นที่ 20 ไร่ จะใช้วิธีการจัดการสวนแบบหมุนเวียน แบ่งพื้นที่ใช้ ครั้งละ 5 ไร่ เก็บเกี่ยวน้ำหวาน 3-4 เดือน จึงเปลี่ยนไปใช้แปลงถัดไป การหมุนเวียนดังกล่าวจะเป็นการพักฟื้นแปลงไปในตัวซึ่งจะเหมาะกับแรงงานที่มี เพียง 2 คนในครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การเลือกต้นและทะลายที่จะใช้ ต้นอายุอย่างน้อย 7 ปี เลือกทะลายที่มีความสมบูรณ์ ก้านทะลายใหญ่ยาว ผลอยู่ในระยะผลอ่อน ใน 1 กอ จะเลือกเอา 2 ทะลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การเตรียมงวง เมื่อเลือกทะลายเสร็จแล้ว ทำความสะอาดพื้นที่ ตัดแต่งกาบก้านทะลาย และใช้ไม้ตะพดตีที่บริเวณกลางๆ ก้านทะลาย เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำหวาน โดยตีวันละ 1 รอบ รอบละประมาณ 50 ครั้ง ตี 5 วัน ติดต่อกัน พักไว้ 15 วัน แล้วกลับมาตีต่ออีก 5 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การปาดงวง โดยใช้มีดทับที่มีความคมมากๆ ลักษณะคล้ายเคียว นำมาตัดทะลายออกให้เหลือเฉพาะก้านทะลาย หลังจากปาดงวง จะมีน้ำหวานไหลออกมา แล้วใช้กระบอกไม้ไผ่รองรับน้ำหวาน หลังจากนั้นจะต้องปาดหน้างวงทุกเช้าเย็น จนกว่าจะหมดงวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การรองรับน้ำหวาน เกษตรกรจะต้องเตรียมกระบอกไม้ไผ่ไว้ให้เพียงพอกับปริมาณงวงที่ทำ ก่อนนำกระบอกไม้ไผ่ไปใช้จะต้องล้างทำความสะอาด ลวกฆ่าเชื้อ และวางเอียงคว่ำให้สะเด็ดน้ำก่อน นำสะเก็ดเนื้อไม้เคี่ยม จำนวน 1 หยิบมือ ใส่ลงในกระบอกเพื่อช่วยกันบูด ก่อนนำกระบอกไปรองรับน้ำหวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. การเก็บเกี่ยว ทุกๆ วัน ระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. จะเป็นช่วงเวลาในการเก็บเกี่ยวน้ำหวานทุกต้น ทุกงวง จะถูกเก็บมารวบรวมที่โรงเตา โดยใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. การเคี่ยวน้ำหวาน หลังจากเก็บเกี่ยวน้ำหวานมารวมที่โรงเตา จะต้องเริ่มขั้นตอนการเคี่ยวทันที โดยการนำน้ำหวานจากทุกกระบอกมาผ่านตะแกรง เพื่อกรองสิ่งเจือปนออก นำลงกระทะใหญ่และติดไฟเพื่อเคี่ยวน้ำหวาน เคี่ยวนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 3 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำตาลปึก ที่พร้อมจำหน่ายได้ โดยเฉลี่ยน้ำหวาน 6 ปี๊บ จะได้น้ำตาล 1 ปี๊บ ซึ่งกำลังการผลิตของคุณปรานี จะผลิตน้ำตาลได้ประมาณวันละ 1 ปี๊บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. ต้นทุนการผลิต และรายได้ในการผลิตน้ำตาล 1 ปี๊บ จะต้องใช้ต้นทุนเป็นค่าปี๊บ ค่าไม้เคี่ยมและค่าฟืน ประมาณ 130 บาท ส่วนค่าแรงงาน และค่าเสื่อมราคาของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ได้คิด เมื่อขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 900 บาท จะมีกำไรเบื้องต้นประมาณ 700 บาทเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ปัญหาอุปสรรค ที่พบนับว่าน้อยมาก อาจจะมีหนู หรือกระรอก มากัดแทะกระบอกน้ำหวานบ้าง ไม้เคี่ยมหาซื้อยาก และปัญหากระทบแล้งในบางฤดูทำให้ได้น้ำหวานน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. การตลาด นับว่าลู่ทางดีมาก เพราะน้ำตาลจากจะนำไปใช้ประโยชน์ เป็นส่วนประกอบอาหารหลายชนิดมาก โดยเฉพาะส่วนผสมของขนมพื้นเมืองต่างๆ ในช่วงวันสาร์ทเดือนสิบ ขนมทั่วไป และเป็นวัสดุตั้งต้นที่สำคัญของสุรากลั่น ที่ใช้กันแพร่หลายมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ อรุณ สังข์สิงห์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ผู้รับผิดชอบตำบลขนาบนาก บอกว่า ขณะนี้พื้นที่สวนจาก ทั้งที่ขึ้นเองโดยธรรมชาติ และที่เกษตรกรปลูกขึ้น ในตำบลขนาบนาก ประมาณ 7,500 ไร่ ผู้ถือครองทั้งหมดเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ใช้ประโยชน์ทั้งจัดการเองและให้เพื่อนบ้านเช่า ทำน้ำตาลจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคณะ ผู้นำชุมชน ร่วมกันให้ข้อมูลว่า การทำสวนจาก นับเป็นอาชีพที่อยู่คู่วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำปากพนังนับหลายร้อยปี และจะเป็นอาชีพที่ยั่งยืนตลอดไป เพราะทุกส่วนของต้นจากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ยอดอ่อนนำมาตากแห้งขายเป็นใบจากมวนยาสูบ ใบแก่ใช้ทำวัสดุมุงหลังคา ใช้ห่อขนม ทางใบใช้ทำเชื้อเพลิง ช่อดอก ดอกอ่อน และผลอ่อนใช้ประกอบอาหาร ผลแก่ใช้ทำเชื้อเพลิง ฯลฯ คนในชุมชนมีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสวนจาก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกคนจึงช่วยกันอนุรักษ์ป่าจาก ไม่ทำลาย ไม่ขายที่ดิน ส่งเสริมการปลูกเพิ่ม พยายามขยายแนวคิด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย พัฒนาคุณภาพ ความสะอาดปลอดภัย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มากขึ้น ขณะนี้มีรายได้เข้าชุมชนไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านบาท นอกจากจะมีพ่อค้ามารับซื้อจากจังหวัดพัทลุง นราธิวาส กระบี่ และจังหวัดอื่นๆ และการนำน้ำตาลไปเป็นส่วนประกอบอาหารต่างๆ แล้วคนในชุมชนยังได้ร่วมกันคิดพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตสุรากลั่นในพื้นที่ถึง 8 โรง เป็นการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ท่าน ใดสนใจจะศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชาวสวนจาก หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่เจริญ ชื่นสระ โทร. (081) 958-3201 หรือคุณปรานี สงคำ โทร. (087) 275-5247 ได้ทุกวัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-206156446642724588?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/206156446642724588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_962.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/206156446642724588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/206156446642724588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_962.html' title='สวนจาก'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2376698671535378606</id><published>2009-12-21T15:09:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T15:11:49.256+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไผ่เศรษฐกิจ'/><title type='text'>ไผ่เศรษฐกิจไทย ตอนที่ 2</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;ไผ่เศรษฐกิจไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;ทรงยศ พุ่มทับทิม songyotpu@hotmail.com&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บทสรุปจากการสัมมนาไผ่ ที่เขาค้อ ครอบครัวชอบไผ่ ไปนอน...เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 2)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;เมื่อ กล่าวถึง...จำเป็นจะต้องมีที่มา...เมื่อกล่าวว่า...จำเป็นต้องมีเรื่องราว เรื่องจริงที่ทุกคนไม่อาจจะปฏิเสธ หลายท่านเมื่ออ่านบทความ ก็อดนึกถึงคำพูดที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก...ตักแล้วเอาไปไหน? ในฉบับที่ผ่านมาเราคงจะนึกถึงแต่เรื่องความพร้อมของการทำงาน แต่อีกหลายท่านอาจจะต้องเร่งทำการบ้าน แก้โจทย์ที่อาจารย์ทรงยศและคณะวิทยากรทิ้งไว้ให้คิด เรื่องปลูกไผ่น่ะปลูกไม่ยาก แต่เรื่องต่อจากการปลูกนี่ซิ ยากกว่า ก็จะขอเข้าเรื่อง ที่ไปพบกันที่...เขาค้อ...ตอนนี้เป็นตอนที่ 2 &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัง จากที่ประธานกล่าวเปิด ทางชมรมก็มอบของชำร่วยให้ประธาน โดยอาจารย์เผด็จ เลิศปริสัญญู ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกไผ่ ที่เชียงคำ จังหวัดพะเยา ต่อจากนั้นเป็นการนำเสนอ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ จัดภูมิทัศน์ ระดับโลก ผลงานที่เห็นชัดเจน สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี งานพืชสวนโลก จังหวัดเชียงใหม่ แค่สองงานนี้ท่านคงจะต้องพอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะ ชมรมได้เรียนเชิญ อาจารย์สุทธิพงษ์ จวนเย็น ทุกคนทราบในผลงาน แต่อาจจะยังไม่เคยเห็นตัวจริง เสียงจริง ครับชมรมได้ที่ปรึกษาระดับโลกมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แบบไม่มีการคิด มูลค่า ท่านที่ไปงานนี้คุ้มจริงๆ ท่านรับบรรยายในหัวข้อ...ไม้ไผ่กับงานจัดสวนและการจัดภูมิทัศน์ ท่านบรรยายถึงความเป็นมาของไผ่ (โดยสรุป) ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไปเป็นพืชในวิถีชีวิตของชาวจีน และชาวโลก แต่ไผ่มิได้ขึ้นได้ทุกที่ในโลก การปลูกสร้างสวนไผ่ทำง่าย เพียงแต่เราใส่ใจกับมัน ฝากถึงหลายท่านที่มีความประสงค์จะปลูกไผ่ ขอให้ท่านเลือกไผ่ที่ดี ที่ท่านชอบ ที่ตลาดต้องการไปปลูก หากหลายท่านไม่มีพื้นที่ปลูกสร้างสวนไผ่แปลงใหญ่ได้ ท่านก็ลองหันมาปลูกไผ่ประดับที่ใช้พื้นที่น้อย เช่น ปลูกลงในกระถาง ในถุง ใช้พื้นที่จำกัด ปลูกน้อยแต่ได้กำไรงาม เนื่องจากไผ่ประดับมีผู้นิยมนำไปจัดประดับ ตกแต่งสวน โดยตัวอย่างสวนญี่ปุ่น สวนหิน นักจัดสวนมักจะเลือกไผ่ประดับที่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไผ่ด่าง ไผ่น้ำเต้า ไผ่เหลือง ไผ่เพ็ก ฯลฯ ก็เก็บเอาประสบการณ์จากการได้เป็นนักปลูก นักจัดสวน อาชีพการปลูกไผ่นับว่าได้เงินใช้อย่างสบาย เพราะไผ่ลงทุนน้อย ปลูกง่าย โตไว ไม่มีโรคและแมลงรบกวน ท่านยังแนะนำเพิ่มเติมว่า ตลาด เป็นเรื่องสำคัญจะทำอะไรให้ดูเรื่องตลาดด้วย ชมรมต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างมากที่เสียสละมาเป็นวิทยากรให้คำแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ วิทยากรท่านต่อไป เป็นที่รู้จักกันในนาม เจ้าของไผ่บงหวาน เมืองเลย กม.19 คือ คุณยลชาญ กมลรัตน์ อดีต ส.จ.จังหวัดเลย หลายสมัย เพื่อนร่วมรุ่นของ คุณพานิชย์ ยศปัญญา หัวหน้ากอง บ.ก.นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มาด้วยใจ มีเรื่องการพัฒนาสวนไผ่ การสร้างอาชีพมาฝาก การเข้าถึงแหล่งโครงการ ที่แนะนำได้ดีที่สุดคือ แหล่งทุนของตนเอง บวกกับความชอบ หากมีใจรักที่จะทำ ความสำเร็จก็มีไปครึ่งทางแล้ว คุณยลชาญ ยังกล่าวอีกว่า มีหลายครั้งที่บ่นท้อแท้ แต่เมื่อนึกถึงครอบครัวและคนรอบข้าง ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ความตั้งใจที่จะส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมของอดีตนักการเมืองท้องถิ่น ก็ผ่านเข้ามาให้เกิดความคิดที่จะต้องช่วย และต้องช่วยจิตวิญญาณของผู้เสียสละ เพื่อแผ่นดิน ประเทศชาติ ปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมาสร้างป่าที่ให้ประโยชน์อย่างมหาศาล ไผ่ยังเป็นพืชที่มีคุณค่า และสามารถปลดหนี้ได้ คุณยลชาญแนะนำให้เรารู้จักกับนักปลดหนี้แห่งเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ภาคกลาง ที่เป็นสมาชิกของเขา เคยมีหนี้เป็นเลขหกหลัก เจ็ดหลัก หลังปลูกไผ่บง ด้วยความตั้งใจสามารถปลดหนี้ให้กับตนเองได้อย่างสบายในปีที่สอง สาม ของการปลูกไผ่ จะเห็นได้ว่าการทำอาชีพการปลูกไผ่มีแต่ได้กับได้ ขณะเดียวกันหลายคนคงจะต้องคิดว่าเริ่มต้นแล้วต้องทำให้ได้ มิใช่มองแต่เพียงว่าฉันลงทุนแล้ว ฉันต้องได้อย่างเดียว ต้องเสียบ้าง แต่เสียบางส่วน เพื่อให้ได้อีกบางส่วนมาชดเชย อาชีพการเกษตร หลายคนบอกว่า ท่วมก็เสีย แล้งก็เสีย แต่บางอย่างยิ่งท่วมยิ่งดี แล้งก็ดี เช่น ไผ่จีนเขียวเขาสมิงนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ คุณยลชาญและคณะบรรยายเสร็จ มีคำถามหลายอย่าง แต่ที่นำมาลงให้อ่าน เห็นจะเป็นเรื่องของการขอเสนอโครงการผ่าน อปท.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.เทศบาล) เพราะหน่วยงานนี้เป็นหน่วยแรกที่ให้งบประมาณในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร โดยแนะนำให้รวมตัวเป็นกลุ่มอาชีพ แล้วเสนอโครงการผ่านไปยังเวทีประชาคมหมู่บ้าน ตำบล เข้าแผนตำบล เพื่อไปพิจารณาในสภา อบต. หากผ่านก็ได้งบฯ ไปดำเนินการในรูปแบบกลุ่มอาชีพ ช่องทางนี้อาจารย์ทรงยศแนะนำว่าควรปรึกษาหารือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประมาณว่าสองหน่วยงานหลักที่จะเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาได้ คือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอ และอีกหน่วยคือพัฒนาชุมชน ก็พัฒนากรนั่นแหละ ไม่เข้าใจ โทร.หาอาจารย์ทรงยศได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านวิทยากรไปสองท่าน ต่อจากนี้ไปเป็นวิทยากรที่มาจากแปลงเครือข่าย คือ คุณเผด็จ เลิศปริสัญญู และ คุณบุญชู เกษมสุข ที่มาสร้างสีสันได้มากในงาน นอกจากนำกิ่งพันธุ์มาจำหน่ายมากมายแล้ว ยังมีบทความ ข้อแนะนำการทำอาชีพ สวนไผ่ด้วย เพราะสองท่านนี้มีดีคนละทิศ คุณเผด็จอยู่ทางเหนือ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา คุณบุญชูอยู่ทางตะวันออกสุด อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด สถานที่กำเนิดชื่อของไผ่จีนเขียวเขาสมิง สองท่านนี้คิดได้คนละอย่าง แต่ไม่ต่างกันที่การกระทำ การตลาดสองท่านก็สูสี มีความเข้มข้นต่างกัน แต่ดี และประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ ท่านได้กล่าวว่าการทำเกษตร มีแต่หนทางรอด พอคำนี้แว่วเข้าในหู อาจารย์ทรงยศก็คิดขึ้นมาได้ว่า อาชีพที่มั่นคงที่สุดคือ การทำกสิกรรม เกษตรกรรม มีอยู่ มีกิน มีใช้ ก็เกษตรกรรม กสิกรรมนี่แหละ แม้ว่าไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย แต่มีข้าวกิน มีพืชกิน มีสัตว์กิน มีผลผลิตการเกษตรอยู่ในมือ เหมือนมีกองทัพอยู่ในความดูแล สบายๆ อย่าลืมว่าซีกโลกอีกด้านมีแต่ความอดอยาก แต่บ้านเรามีกินอยู่อย่างสบาย และกำลังเป็นที่หมายปองของนานาประเทศ จะเห็นได้จากการแทรกซึมเข้ามาหาซื้อที่ดินทำกิน โดยมีคนไทยสมยอมเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย อีกหน่อยเมื่อเงินหมด ทุกอย่างก็จะหมดไป แล้วจะเอาแผ่นดินที่ไหนอยู่ บ้างมาลงทุน ตั้งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ กินพื้นที่มากมายหลายพันไร่ น่าเสียดายที่คนของประเทศเราเองไม่สนใจที่จะทำมาหากิน ฝากไว้ให้เป็นข้อคิด อย่างคุณบุญชูเอง ก็พื้นที่ไม่อำนวยกับการทำสวนผลไม้ เนื่องจากเป็นที่ดินน้ำท่วม ก็เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส หารือกับอาจารย์ทรงยศ แล้วลงมือทำเลย ไม่รอเวลา ศักยภาพสูงเร่งทำ ทันใจ ได้ขายในปีต่อๆ มา สุดคุ้ม ลงทุนเพียงครั้งเดียว เก็บเกี่ยวได้ตลอดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ครับ ฉบับนี้คงต้องขอแนะนำไว้ว่า อย่ารอช้า...ปล่อยเวลาให้ผ่านไป หากมีหนี้แล้ว ขอจงเร่งปลูกไผ่เถิด ดอกเบี้ยมันเกิด จะได้ใช้หนี้หมดไป รักกันเสมอ แม้เธอไม่ห่วงใย สุดยอดของกำไรคือ... ทำสวนไผ่เอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายมีนาคม 2553 พบกันที่เชียงคำ นะครับ สวัสดี...(คอยพบ ตอนที่ 3)  &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2376698671535378606?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2376698671535378606/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/2.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2376698671535378606'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2376698671535378606'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/2.html' title='ไผ่เศรษฐกิจไทย ตอนที่ 2'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5090394849595773141</id><published>2009-12-21T15:07:00.003+07:00</published><updated>2009-12-21T15:07:55.034+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มะพร้าว'/><title type='text'>มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย ตอนที่ 1</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;เทคโนฯสัมมนา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;รายละเอียดงานสัมมนา  มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย ตอนที่ 1&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;เมื่อ วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องประชุม สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด ผู้คนจากทั่วสารทิศร่วมสองร้อยชีวิตต่างพร้อมใจกันให้ความสนใจกับเรื่องของ "มะพร้าว" อย่างคึกคัก ซึ่งเป็นอีกผลงานการจัดสัมมนาเพื่อส่งเสริมการเกษตรไทยของทีมงานนิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน ภายใต้หัวข้อ "มหัศจรรย์�มะพร้าวไทย พบความหลากหลายของมะพร้าว พืชที่รับใช้คนไทยมานาน" &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้ นอกจากจะได้พบความหลากหลายของมะพร้าว ที่นำมาจัดแสดงอย่างละลานตา เห็นความแตกต่างของมะพร้าวแต่ละสายพันธุ์ ผู้เข้าร่วมการสัมมนายังได้รับทราบข้อมูลอันเป็นสารประโยชน์เกี่ยวกับ มะพร้าว จากนักวิชาการ และเกษตรกรผู้มีประสบการณ์มากมาย ซึ่งทีมงานจะนำมาเผยแพร่รายละเอียดต่างๆ ต่อจากนี้ไป เพื่อให้ผู้ที่พลาดโอกาสได้ร่วมรับรู้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์และบรรยากาศภาย ในงานไปพร้อมกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เริ่มต้นเปิดการสัมมนา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัง จาก คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวรายงานต่อ คุณวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและขอบคุณผู้สนับสนุน วิทยากร รวมถึงผู้ร่วมงานทุกท่านที่มาร่วมกันแสวงหาความรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ในงานนี้ คุณสมหมาย ยังเอ่ยถึงความสำคัญของมะพร้าวไทยด้วยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"มะพร้าว เป็นพืชที่คนไทยมีความคุ้นเคยมาเป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบอาหารแล้ว ยังสามารถใช้เป็นปัจจัยอื่นๆ เช่น ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ด้วยความหลากหลายของมะพร้าวนั่นเอง จึงมีการพัฒนาการใช้ประโยชน์ของพืชชนิดนี้อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้ประดับตกแต่ง ทำเครื่องดนตรี อีกทั้งการส่งออกผลมะพร้าว ตลอดจนผลผลิตอื่นๆ ไปยังตลาดต่างประเทศที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากในแต่ละปี สำหรับตัวผมเองก็มีความประทับใจมะพร้าวอย่างมาก อย่างเวลาตอนต้นไม้หรือแม้แต่จะปักชำ ขุยมะพร้าวก็เป็นพื้นฐานที่ทำให้พืชประเภทอื่นๆ ได้เจริญเติบโตขึ้นมา และก็มีต้นทุนที่ต่ำมาก การสัมมนาครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในการผลิต การแปรรูป และการตลาดของมะพร้าวแก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อเป็นการส่งผ่านข้อมูลจากแหล่งที่มีอยู่ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อความร่วมมือในด้านวิชาการระหว่างเกษตรกร เอกชน และหน่วยงานราชการ เพื่อความมีส่วนร่วมในการใช้พื้นที่ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ให้เพิ่มมาก ขึ้น และเป็นการแสดงถึงนวัตกรรมความก้าวหน้าในวงการมะพร้าว"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ สัมมนาในครั้งนี้จึงประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งที่เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยว ชาญ นักธุรกิจ เกษตรกรผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าว รวมไปถึงการจัดนิทรรศการสายพันธุ์มะพร้าวที่มีอยู่ในประเทศไทย และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมะพร้าว อย่างไรก็ตาม การจัดสัมมนาในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยะลาทักษิณาวัฒน์ บริษัท อาริยะพรธุรกิจ จำกัด และไฮลักซ์วีโก้ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น คุณวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดการสัมมนา มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย "พบความหลากหลายของมะพร้าว พืชที่รับใช้คนไทยมานาน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สัมมนาสะท้อนวงการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกษตรกรรมยืนได้ด้วยระบบสหกรณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน การเปิดงานสัมมนา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กล่าวอย่างยินดีถึงความร่วมมือกับองค์กรเอกชนในการจัดงานสัมมนาในครั้ง นี้ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับ คุณฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ติดภารกิจไม่สามารถร่วมงานในครั้งได้ แต่เห็นว่าการจัดสัมมนาครั้งนี้จักเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างยิ่ง ขณะที่ภารกิจของกรมส่งเสริมสหกรณ์จะยังคงมุ่งส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ต่อไป โดยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมทั้งจะสนับสนุนและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยจะเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการของสหกรณ์ให้สามารถดำเนินธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งจะส่งเสริมให้สมาชิกของสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ปัจจุบัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมสหกรณ์อยู่กว่า 7,000 สหกรณ์ มีสมาชิกประมาณ 6 ล้านกว่าครอบครัว และมีกลุ่มเกษตรกรกว่าอีก 4,000 กลุ่ม ซึ่งก็ประมาณ 700,000 กว่าครอบครัว กระจายอยู่ทุกส่วนภูมิภาคของประเทศ ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ผลผลิตทางการเกษตรที่นำออกมาหล่อเลี้ยงชีวิตคนในประเทศนั้น สามารถนำเงินตราเข้ามาในประเทศโดยการส่งออก ซึ่งก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของระบบสหกรณ์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการ พัฒนาระบบสหกรณ์ทำให้สามารถผลิตสินค้าหรือผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งออก จากแนวโน้มการผลิตสินค้าของคนไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นในเรื่องของคุณภาพของผลผลิตด้านความปลอดภัย เกี่ยวกับผู้บริโภค รวมทั้งจะมีการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ตลอดจนมีการดูแลเกษตรกรให้สามารถยืนอยู่ได้ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีหลายฝ่ายให้ความร่วมมือกันก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รอง อธิบดีกล่าวอีกว่า การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในเครือมติชน ถือได้ว่าเป็นกระจกสะท้อนภาพในด้านหนึ่งของความร่วมมือเพื่อเผยแพร่องค์ความ รู้ด้านการเกษตร สิ่งที่จะได้จากการสัมมนาในครั้งนี้คงเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาวงการ มะพร้าวให้มีความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การตลาด รวมถึงจิตสำนึกความภูมิใจในภูมิปัญญาของคนไทยที่พวกเรามีอยู่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานภาครัฐมีความยินดีที่จะสนับสนุนพัฒนาอาชีพ ด้านการเกษตรในหลายๆ ด้าน ซึ่งไม่เฉพาะเพียงแต่มะพร้าวเท่านั้น แต่ในสาขาอื่นๆ หากในโอกาสต่อไปทางนิตยสารในเครือมติชนต้องการข้อมูล ข่าวสาร หรือแม้กระทั่งบุคลากรเพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์กับประชาชนที่มีผู้สนใจอยู่ ทั่วไป กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยินดี และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;"มะพร้าว...พืชที่รับใช้คนไทยมานาน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรยายโดย อาจารย์ประทีป กุณาศล &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระผู้รอบรู้ด้านงานเกษตรหลายสาขา คือวิทยากรท่านแรกที่จะพูดคุยในเรื่องของมะพร้าวผ่านประสบการณ์ ทั้งในฐานะ "ลูกชาวสวน" และ "นักวิชาการเกษตร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ประทีป : สำหรับผมเองนั้นเป็นลูกเจ้าของสวนและสวนที่บ้านก็ได้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอยู่ ด้วย ซึ่งอยู่ที่บ้านแผ้ว สมุทรสาคร และก็ยังเป็นคนหนึ่งที่พยายามผลักดันให้มะพร้าวได้ส่งออกไปยังต่างประเทศมาก ที่สุด ตลอดจนได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับบริษัทที่ส่งมะพร้าวอ่อนหรือมะพร้าวน้ำหอม ไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นเจ้าใหญ่ ซึ่งปีหนึ่งก็ส่งประมาณ 300 ตู้คอนเทนเนอร์ ตู้ละ 20,000 ลูก ก็ได้ทำเงินให้กับประเทศชาติจำนวนไม่น้อยเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่าที่ตรวจสอบดูจาก ฝ่ายลงทะเบียนทราบว่าผู้ที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นเจ้าของสวนมะพร้าว อยู่หลายท่าน ดังนั้น การที่ท่านมาสัมมนาในครั้งนี้ ท่านก็จะได้รับประโยชน์ที่เกี่ยวกับความรู้ด้านพันธุ์มะพร้าว การเพิ่มมูลค่าของมะพร้าว นอกจากนั้น ยังจะดูว่าโอกาสของมะพร้าวกะทิ ซึ่ง คุณสมชาย วัฒนโยธิน จากสถาบันวิจัยพืชสวนก็จะมาเล่าให้ฟังและยังแถมด้วยพันธุ์มะพร้าวหิ้วกลับ บ้านไปด้วย เพราะว่ามะพร้าวกะทิลูกผสมที่ทางสถาบันวิจัยพืชสวนได้นำออกมาเผยแพร่เมื่อ 1-2 ปี มานี้ ถือได้ว่าเป็นพันธุ์มะพร้าวกะทิที่ดี และราคาถูกด้วย ราคาเพียงลูกละ 35 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยู่ในวงการมะพร้าวมานาน และก็ยังเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนิสิตปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำเรื่องของต้นทุนการผลิตมะพร้าวน้ำหอม เมื่อปี 2533 ซึ่งตอนนั้นค่าแรงในสวน คิดวันละ 50 บาท แต่ในปัจจุบันค่าแรงวันละ 200-250 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มถึง 5 เท่า ค่าปุ๋ยเพิ่มขึ้น 4 เท่า คราวนี้มาดูว่าราคาผลมะพร้าวอ่อนจากสวนที่บ้านของผมที่ลูกค้ามาเก็บเองมี ราคา 3.50 บาท แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ราคา 1-1.50 บาท ซึ่งก็เป็นการเพิ่มขึ้น 4 เท่า เช่นกัน ผมเองก็มาพิจารณาดูว่าจะทำไหวหรือไม่ แต่เมื่อมามองดูตลาดในอนาคตแล้วว่าช่วงนี้ถ้ามะพร้าวซื้อจากสวนโดยที่มาเก็บ เอง จะอยู่ที่ราคา 4 บาท ถ้า 1 ไร่ มีมะพร้าวประมาณ 3,000 ลูก ก็จะเป็นเงิน 12,000 บาท ก็ยังถือว่าเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย ค่าปุ๋ย ค่ายา ไม่มาก ก็คิดว่าน่าจะทำได้ แต่ก็ต้องดูอีกว่าทำที่ไหนถึงจะมีกำไร ตลาดส่งออกตอนนี้ที่กรุงเทพฯ ก็ถือว่าเป็นแหล่งรวบรวม ซึ่งบ้านแผ้ว สมุทรสาคร ที่ดำเนินสะดวก หรือที่ติดกันในเขตนั้นก็จะเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดที่จะมีพ่อค้ามารับซื้อแล้ว ก็ส่งออกไปยังต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปลูกมะพร้าวถ้าไปปลูกในสถานที่ที่จะต้อง ใช้เรือเพื่อการขนถ่าย เสร็จแล้วนำมาขึ้นใส่รถบรรทุกอีก ถ้าทำอย่างนั้นขาดทุนแน่นอน หรือหากมีการแนะนำให้ปลูกมะพร้าวในสถานที่ที่อยู่ห่างไกล ก็อาจจะขาดทุนเช่นกัน เพราะมะพร้าวหนักและขนลำบาก เว้นเสียแต่ว่าท่านมีสวนมะพร้าวอยู่ใกล้ถนน แล้วถนนนั้นก็อยู่ใกล้กับตลาด ใครปลูกมะพร้าวอยู่ใกล้ตลาด อ.ต.ก. ใครปลูกมะพร้าวอยู่ใกล้กับบึงแก่นนคร ที่ขอนแก่น ที่ตรงนั้นมีน้ำดีก็จะปลูกมะพร้าวได้ผลดี ดังนั้น การปลูกมะพร้าวจะต้องเริ่มต้นด้วยการมองที่ตลาดก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ก็อยากจะบอกว่าที่ลุ่มริมแม่น้ำ ซึ่งแม่น้ำสายหลักของเราก็มี แม่น้ำท่าจีน แม่กลอง บางปะกง ที่น้ำทะเลขึ้นถึง ซึ่งดินตรงที่ว่านั้นจะเป็นดินที่ดีมีโพแทสเซียมสูง เหมาะสำหรับปลูกมะพร้าวมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะพร้าวที่ปลูกอยู่ที่บ้านแผ้ว และดำเนินสะดวก เป็นพันธุ์เดียวกันคือ พันธุ์ก้นจีบ แต่ที่บ้านแผ้วมีแคลเซียมในดินน้อย แต่มะพร้าวที่ดำเนินสะดวกตั้งแต่หลักห้า เป็นต้นไป ลูกจะใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นมะพร้าวที่ส่งออกตอนนี้ต้องมีน้ำหนักลูกละ 1 กิโลกรัม หากต่ำกว่า 1 กิโลกรัม พ่อค้าจะกำหนดให้ควบ 2 ลูก เป็น 1 ลูก หรือว่าอาจจะต้องนำส่งขายในตลาดบ้านเราเท่านั้น ตอนนี้ผมกำลังคุยกับพ่อค้าส่งออกว่าควรจะทำขนาดลูกเล็กๆ ที่น้อยกว่า 1 กิโลกรัม ด้วย ซึ่งก็จะทำให้คนบ้านแผ้วจะได้ขายเพิ่มขึ้น ไม่ต้องมีการควบหรือนำไปทำมะพร้าวเผา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นแหล่งที่ปลูก มะพร้าวจึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ จะต้องเป็นดินดี ดินที่มีน้ำไหลทรายมูล และหากเป็นที่มีน้ำทะเลขึ้นถึงด้วยก็ยิ่งดีมาก ที่สำคัญคือต้องอยู่ไม่ไกลจากตลาด ส่วนตลาดที่ใหญ่ที่สุดในต่างประเทศขณะนี้คือที่สหรัฐอเมริกา รองลงมาก็ที่จีน และต่อไปอาจมีการส่งไปที่จีนเพิ่มมากขึ้น เพราะคนจีนถือว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ เมื่อดื่มแล้วจะช่วยแก้ร้อนใน คนไต้หวันกับคนจีนจะมีความเชื่อเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีนแผ่นดินใหญ่จะชอบน้ำมะพร้าวอ่อนและมะพร้าวแก่ มะพร้าวที่ประเทศจีนจะมีอยู่ที่มณฑลไหหลำ ซึ่งเป็นเกาะอยู่เหนือเวียดนามเล็กน้อย ถ้าคนจีนมาเที่ยวที่ไหหลำเวลากลับจะหิ้วมะพร้าวแก่และมะพร้าวอ่อนขึ้น เครื่องบินนำกลับมาฝากญาติ ถ้าญาติมาจากปักกิ่ง เพราะที่ปักกิ่งไม่รู้จักมะพร้าว และก็รับประทานไม่เป็นด้วย ซึ่งถือเป็นของแปลกและหายาก ดังนั้น ประเทศจีนซึ่งต่อไปคิดว่าจะเป็นตลาดมะพร้าวที่ใหญ่ ซึ่งผมก็ได้หารือกับท่านรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่ามีโอกาสผลักดันสินค้า ที่มีอยู่หลายอย่างในภาคอีสานที่สามารถส่งไปขายได้ที่จีนทางรถยนต์ และมะม่วงของเราก็ต้องส่งไปขายที่จีนโดยทางรถยนต์ เพราะมะม่วงของเรามีผลผลิตออกก่อนจีน ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของเรา เพราะฉะนั้นพันธุ์มะม่วงหลายพันธุ์ที่คนจีนสนใจและชื่นชอบก็นำมาปลูกไว้ทาง ภาคอีสานของเรา ท่านเชื่อไหมว่า กล้วยไข่ ที่ปลูกที่จังหวัดจันทบุรีนั้น ต่อไปก็จะนำไปขายที่ประเทศจีนเหมือนกัน โดยใช้เส้นทางรถยนต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ กลับมาเรื่องมะพร้าวกันต่อว่า พันธุ์มะพร้าวที่ดีที่สุดนั้นก็น่าจะเป็นพันธุ์ก้นจีบ เพราะมีรสชาติหวาน หอม แต่ควรจะไปดูที่สวนด้วยว่ามีสะโพกเล็กน้อย ซึ่งแต่เดิมกำหนดว่ามะพร้าวน้ำหอมจะไม่มีสะโพก แต่ตอนนี้บางพันธุ์มีสะโพกเล็กน้อย แต่ลูกใหญ่ซึ่งทางต่างประเทศเขาก็ต้องการ ซึ่งก็จะต้องเป็นไปตามนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง ต่อมาที่อยากจะคุยคือ เรื่องการทำสวนมะพร้าว ซึ่งวันนี้มีวิทยากรที่เชี่ยวชาญและชำนาญกว่าผม แต่สำหรับผมก็จะพูดในเรื่องกว้างๆ แต่อาจมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้พวกเราฟังว่า การทำสวนมะพร้าวที่สวนของผมเมื่อก่อนใช้ยาฆ่าหญ้า แต่เดี๋ยวนี้เลิกใช้แล้ว เพราะมีผลตกค้างมาก ดังนั้น สำหรับมะพร้าวแล้วต้องระวังเรื่องยาฆ่าหญ้า พอหญ้าขึ้นมาแล้วเราก็ใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายตัด หรือเดี๋ยวนี้ได้มีการพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแบบที่นั่งตัดได้ แต่หากเป็นสวนยกร่องก็อาจจะทำลำบากหน่อยก็จะมีอาจารย์ศิวลักษณ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ท่านคิดทำเครื่องตัดหญ้าดังกล่าวขึ้นไว้เพื่อใช้กับสวนมะพร้าว พอตัดหญ้าแล้ว ซึ่งหญ้าเองก็สามารถทำเป็นปุ๋ยได้ แต่ที่ดีและพิเศษกว่านั้นคือว่ามะพร้าวนั้นต้องการซิลิกอน ซึ่งธาตุซิลิกอนมาจากทราย แต่พืชดูดทรายไม่ได้ ทำอย่างไร ให้ซิลิกอนสามารถละลายได้ ซึ่งวิธีที่ดีทีสุดคือมีหญ้าบางชนิดดูดซิลิกอนได้ง่าย เพราะว่ามีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อ ซิลิเกท เป็นแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติช่วยละลายซิลิกอนแล้วหญ้าก็ดูดขึ้นไป ให้สังเกตว่าหญ้าที่มีลักษณะแข็งๆ นั้น เพราะว่าดูดซิลิกอนไว้มาก ข้าวที่ดูดซิลิกอนไว้มากๆ จากปุ๋ยที่มีซิลิกอนแล้ว ข้าวชนิดนั้นๆ จะทนต่อโรคและแมลง ซึ่งเรื่องนี้มีงานวิจัยมากมายว่าพืชที่เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว อ้อย จะมีลักษณะดังกล่าว เมื่อหญ้าดูดซิลิกอน เพราะที่รากหญ้ามีจุลินทรีย์ตัวหนึ่งที่สามารถละลายซิลิกอนในดินได้ มันก็จะดูดขึ้นไป หรืออีกตัวหนึ่งคือ ขี้ค้างคาว ก็จะมีจุลินทรีย์และอะมิโนเอซิด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้ซิลิกอนละลายได้แล้วก็ดูดขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อใส่ขี้ค้างคาว องุ่น หรือฝรั่ง ซึ่งฝรั่งก็จะหวานกรอบ ทั้งหมดนี้คือบทบาทของซิลิกอน เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเทคนิคง่ายๆ เลยที่สามารถนำไปทำเองได้ อย่างไรก็ตาม มะพร้าวนั้นมีโพแทสเซียมมาก มีแคลเซียมมาก และก็มีแมกนีเซียม เพราะฉะนั้นเวลาจะให้ปุ๋ยควรจะให้อะไร และมะพร้าวเป็นพืชที่ให้น้ำมันมาก ดังนั้น ควรใส่แมกนีเซียมมากหน่อย สูตรที่จะแนะนำก็คือ12-12-17-2 แต่ว่าค่อนข้างหายากในตลาดบ้านเรา จึงต้องมีการปรับมาใช้สูตร 13-13-21 หรือ สูตร 15-15-15 แล้วก็เติมด้วย 0-0-60 แล้วตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ส่วนระยะเวลาใส่ก็ต้นละ 2-3 ครั้ง ต่อปี อีกอย่างหนึ่งสำหรับขี้หมูคือว่าถ้าจะให้ดีควรหมักไว้ก่อน แล้วขี้หมูที่นำไปทำไบโอแก๊สแล้วจะเป็นการหมักโดยอัตโนมัติ เพราะในขี้หมูมีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง มันก็จะสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อ ALA ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวใหม่ที่ทางญี่ปุ่นขายชื่อเพนตาดีฟ มีราคาแพงมาก เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืช ดังนั้น ถ้านำน้ำขี้หมูหมักไปพ่นหรือไปรด บรรดาพืชที่ให้แป้งทั้งหลายก็จะทำให้เกิดการงอกงามดี และให้ผลผลิตสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอก จากนั้นแล้ว การใส่ปุ๋ยยังทำให้มะพร้าวให้จั่นถึงปีละ 16 จั่น ถ้าเราพูดถึงมะพร้าวน้ำหอมนั้น จะเก็บทุกๆ 20 วัน จากสวน สมมุติว่าเราได้ 4 บาท คนเก็บอาจจะได้สัก 1 บาท ทั้งเก็บและขนไปให้ล้ง ล้งก็นำมาตัดแต่ง เฉือนให้มีรูปทรงเหลี่ยม และก็จุ่มน้ำยา หุ้มด้วยพลาสติค อยากจะบอกผู้ร่วมสัมมนาว่าในครั้งนี้มีบุคคลที่เก่งและชำนาญด้านวิชาการหลัง การเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน ส้ม หรือกล้วย ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกับท่านอาจารย์ ศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช ท่านเป็นอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวผลไม้ ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และท่านก็ได้มาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งอีกสักครู่จะเชิญท่านมาพูดคุย ตลอดจนให้ความรู้ในแง่มุมต่างๆ ของมะพร้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตลาดของมะพร้าวน้ำหอมก็ยังมีโอกาสอีกมากมายในช่วงนี้ เพราะดูจากตลาดแล้ว สหรัฐอเมริกา ที่ตะวันออกกลางก็กำลังเริ่ม ที่ไต้หวันก็มีอยู่และราคาแพงมาก ตกลูกละ 120 บาท เพราะที่ไต้หวันปลูกมะพร้าวได้น้อย ผมมีข้อมูลด้านมะพร้าวมาก มีข้อมูลจากที่อินเดีย และที่บราซิล และน้ำมะพร้าวก็มีข้อดีหลายอย่าง น้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียมสูง ยิ่งถ้าเหนื่อยๆ มาแล้วมาดื่มน้ำมะพร้าวจะรู้สึกสดชื่นทันที แต่ท่านที่เป็นเบาหวานอยู่ก็ไม่ควรดื่มมาก แต่เหมาะสำหรับท่านสุภาพสตรีที่อยู่ในวัยทองจะช่วยได้มาก เพราะน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเพศเมื่อดื่มแล้วผิวพรรณจะดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทย เราได้มีการส่งน้ำมะพร้าวอ่อนไปขายที่ไต้หวัน เกาหลี มะพร้าวแก่ก็ทำได้เหมือนกัน แต่จะต้องทำการปรุงรสชาติเพิ่มเติมเล็กน้อย คราวนี้ลองมาดูว่าน้ำมะพร้าวแก่สามารถนำไปทำอะไรได้อีก ก็ขอบอกว่าในน้ำมะพร้าวแก่นั้นมีฮอร์โมนและน้ำตาล ฮอร์โมนที่มีก็เป็นฮอร์โมนคนและพืช ในประเทศฟิลิปปินส์ได้มีการสกัดฮอร์โมนออกมา ส่วนในไทยก็นำน้ำมะพร้าวแก่มาหมัก เอาจุลินทรีย์ที่ใช้ เช่น พด.6 ผสมขี้ค้างคาวเล็กน้อย แล้วนำไปพ่นใส่ต้นไม้ก็จะได้ผลดี หรือถ้าอยากให้ผลไม้หวานก็เติมโพแทสเซียมไนเตรต สูตร 13-0-46 ลงไปเล็กน้อย ก็จะเป็นการเสริม นอกจากนั้น ยังเป็นการทำปุ๋ยชีวภาพใช้เองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัง นั้น น้ำมะพร้าวเป็นของที่เป็นประโยชน์มากจริงๆ ในวงการเกษตรจะนำน้ำมะพร้าวอ่อนมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะในน้ำมะพร้าวอ่อนมีไซโตไคนิน และก่อนที่ผมจะจบการบรรยายในช่วงแรก ก็อยากจะเรียนเชิญท่าน ศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช กรุณามาให้ความรู้ด้านมะพร้าว พร้อมกรุณาตอบข้อซักถามด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามจาก ผู้เข้าร่วมสัมมนา : จะเรียนถามเกี่ยวกับการที่จะเก็บหรือรักษามะพร้าว เพื่อนำไปจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกา ขอให้ช่วยขยายความเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเก็บไปจนถึงการนำส่งไปขายปลายทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.จริง แท้ : จากคำถามก็อยากจะตอบว่า ขั้นตอนทุกอย่างที่จะพูดต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่ทำกันอยู่เป็นประจำปกติ และก็ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เริ่มต้นโดยการเก็บมะพร้าวตามอายุที่เหมาะสม ถ้าจะส่งไปที่อเมริกาเขาดื่มแต่น้ำ ไม่รับประทานเนื้อมะพร้าว ก็จะใช้มะพร้าว 2 ชั้น ถ้าเป็นของเราก็ใช้ชั้นครึ่ง เพราะเรารับประทานเนื้อด้วย เริ่มต้นโดยใช้มะพร้าว 2 ชั้น ปอกเปลือกเป็นรูปทรงตามที่วางขาย ต่อจากนั้นให้นำไปจุ่มน้ำยาซึ่งเป็นน้ำยาฟอกขาว ที่มีขนาดความเข้มข้น 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั่วๆ ไป จะใส่เกินกว่านี้และแถมยังใส่ยากันเชื้อราเข้าไปด้วย ระยะเวลาการแช่ไว้ก็ประมาณ 3 นาที เสร็จแล้วนำไปห่อหุ้มด้วยพลาสติคที่ใช้สำหรับห่อผลไม้ จากนั้นก็นำไปบรรจุลงกล่อง ซึ่งกล่องที่บรรจุจะต้องเก็บรักษาอุณหภูมิที่ประมาณ 2-4 องศา ก็จะสามารถอยู่ได้ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งวิธีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีที่ทำอยู่ทั่วไปที่ได้มาตรฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เท่าที่ได้ศึกษามาและมี การไปสังเกตการปฏิบัติก็พบว่า มีการทำเกินไปกว่านี้ โดยใช้ทั้งสารฟอกสีและยากันเชื้อรา ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นยากันราไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะสารฟอกสีอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว เพียงแต่ว่าเวลาท่านปฏิบัติขอให้ละเอียดเล็กน้อย เวลาไปดูบางโรงงานก็ไม่ได้ทำอย่างที่กำหนด ตัวอย่าง เวลาจุ่มน้ำยาที่มีการกำหนดไว้ 3 นาที แต่ผู้ปฏิบัติมีการจุ่มแช่ไว้ตั้งแต่ 1 วินาที จนบางครั้งถึง 15 นาที ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเวลาคนปอกเมื่อปอกเสร็จก็ใส่ที่แช่น้ำยา แล้วจากนั้นก็จะมีคนมายกมะพร้าวที่แช่น้ำยานำไปห่อ คราวนี้เมื่อคนปอกเสร็จแล้วไปแช่น้ำยาซึ่งมะพร้าวแต่ละลูกจะแช่ไม่พร้อมกัน บางลูกเพิ่งแช่ บางลูกแช่ไว้นานแล้ว หากหยิบลูกที่เพิ่งแช่ไปห่อแล้วก็จะทำให้น้ำยายังไม่ซึมก็จะมีผลต่อการเกิด เชื้อราในภายหลัง หรือบางครั้งคนยกก็ไปนั่งพักทำให้มะพร้าวที่แช่อยู่ในน้ำยานานเกินไป จนทำให้น้ำยาซึมเข้าไปในเนื้อและน้ำ ซึ่งเมื่อส่งไปที่อเมริกาและได้มีการตรวจพบก็จะเสียชื่อ เพราะมีสารตกค้างเกิน ซึ่งในอนาคตอาจถูกพิจารณาห้ามนำส่งเข้าก็ได้ ซึ่งผู้ส่งออกเองก็ไม่สบายใจในเรื่องดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นจึงต้องมี การเข้มงวดให้ละเอียดว่า ควรแช่ตามมาตรฐานที่กำหนดก็พอแล้ว แต่เมื่อได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดแล้วไม่จำเป็นต้องถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ เพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เพียงพอ เพราะหากใช้มากโอกาสที่จะตกค้างก็มีสูง อันที่จริงสัก 1 เปอร์เซ็นต์ แล้วใส่เกลือลงไปสัก 4 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำงานใกล้เคียงกัน อาจจะด้อยกว่าเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร ก็จะสามารถลดการเกิดเชื้อราได้ และก็ไม่ต้องใช้ยากันเชื้อรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ถ้าหากเราไม่ต้องการสารที่อาจ เป็นพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศแถบอเมริกา เพราะเป็นชนชาติที่แพ้สารดังกล่าวได้ง่าย ดังนั้น ควรจะใช้อย่างอื่นแทนซิตริกแอซิด หรือกรดมะนาว สัก 2.5 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับวิตามินซี สัก 2-3.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เป็นสัดส่วนอาจมีการปรับเองตามความเหมาะสม แต่หลักๆ ก็ควรอย่างละ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถช่วยลดการเกิดสีน้ำตาลและการเกิดเชื้อราบนมะพร้าวได้ แต่ทั้งสองตัวอาจช่วยในเรื่องการลดสีน้ำตาล แต่การควบคุมโรคอาจไม่ค่อยดี ซึ่งถ้าหากไม่ใช้เวลาเดินทางนานนักก็คงไม่เกิดโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ก็พยายามที่จะลดสารเคมีให้มากที่สุด นอกจากนั้นแล้ว บางคนก็ไม่ใช้สารเคมีเลยก็มี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเดี๋ยวนี้นิยมหันไปหาธรรมชาติกันมาก วิธีการทำได้คือ การทำมะพร้าวให้แห้ง เพราะมะพร้าวถ้าหากชื้นแล้วมันก็จะเป็นราได้ ทำอย่างไร ไม่ให้เกิดเชื้อราก็ต้องทำให้แห้ง และสามารถทำโดยปอกมะพร้าวออกให้หมดให้เหลือแต่กะลา ที่ตรงจุกก็ให้เหลือน้อยที่สุด และที่ตรงจุกที่เป็นตาสามตาจะเป็นที่เกิดเชื้อโรคเข้าได้ง่าย จึงต้องทำบริเวณนั้นให้แห้งเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราเข้าและเจริญเติบโต เข้าโดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาวิธีเอง จึงขอย้ำว่าจุดอ่อนก็อยู่ตรงที่ตาสามตา ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ความชื้นเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทุกวันนี้เวลาปอกมะพร้าว บริเวณที่แหลมๆ คือ ก้น ซึ่งไม่มีตา ส่วนฐานที่วางอยู่กับพื้นที่มีตาสามตาซึ่งเชื้อราก็จะเกิดที่ฐาน ก็มีคำถามว่า จะกลับหัวได้ไหม? คำตอบคือ หนึ่ง มันปอกยาก และสองมันจะมีรูหรือมีโพรงอยู่บริเวณนั้น ซึ่งถ้าหากปอกตรงที่หัวแหลมที่มีโพรงอยู่ก็อาจจะดูไม่สวย แล้วเวลามันสูญเสียน้ำแล้วมันจะแห้งไปก็อาจจะเห็นเป็นโพรงๆ ดูไม่สวย แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วคงไม่มีเชื้อรา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแต่เป็นการเล่าให้ฟังหรือเป็นแนวทางของการที่พยายามจะคิดนอกกรอบเท่า นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ขี้เกลือ หรือขี้แดด นำมาใช้กับมะพร้าวได้หรือไม่ จะมีประโยชน์มาก/น้อยเพียงใด รวมถึงอัตราส่วน ควรเป็นเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ถ้าหากปลูกมะพร้าวแต่อยู่ห่างแหล่งน้ำ เช่น คลอง หรือบ่อ ควรจะให้น้ำอย่างไร จึงจะเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อา จาร์ยประทีป : เรื่องขี้แดดนาเกลือ หรือที่เรียกว่าหนังหมา แต่เดิมขายจากนาเกลือ กิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งเดิมทีเขาทิ้งกัน ปรากฏว่าในนั้นมีส่วนประกอบของแมกนีเซียมและโพแทสเซียมส่วนหนึ่ง และมีพวกสาหร่าย ซึ่งให้ฮอร์โมนไซโตไคนินอยู่ส่วนหนึ่ง ทีนี้ในเขตสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ก็นำไปขาย ถ้ามีใครที่สนใจจะหาซื้อง่ายๆ ก็จะมีอยู่ที่สันติอโศก ที่นครปฐม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้ได้ดีกับพืชชนิดใดบ้าง ก็จะมีมะพร้าว ส้มโอ เพราะมีเกลืออยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งพืชชนิดดังกล่าวชอบเกลือ สำหรับอัตราส่วนนั้นใส่ต้นละประมาณ 3 กิโลกรัม แต่ราคาขณะนี้ล่าสุดอยู่ที่ 8 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนอีกคำถาม ขอตอบว่า มะพร้าวเป็นพืชที่ชอบน้ำ ซึ่งหากนำไปปลูกที่ดอนและขาดน้ำก็จะให้ลูกยาก มีให้แต่จั่น แต่ไม่ติดลูก ก็จะเห็นแต่ใบมะพร้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ในช่วงแรกนี้ อาจารย์ประทีปขอจบการบรรยายและการซักถามไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน โปรดติดตามรายละเอียดได้ต่อในฉบับหน้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5090394849595773141?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5090394849595773141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5090394849595773141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5090394849595773141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/1.html' title='มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย ตอนที่ 1'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-338958264557830360</id><published>2009-12-21T15:04:00.001+07:00</published><updated>2009-12-21T15:04:58.537+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จันทน์ผา'/><title type='text'>จันทน์ผา</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;ไม้ดอกไม้ประดับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จันทน์ผา หลากลีลา ณ ช่องสาริกา ลพบุรี  พืชพรรณท้องถิ่น ที่สร้างงานทำเงิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;เดิมที ไม้สกุลจันทน์ผา พบว่า มีความหลากหลายน้อย พบอยู่ตามป่า เป็นไม้ที่ทางการหวงห้าม มิให้คนตัดออกมาใช้ประโยชน์ได้ตามอำเภอใจ กระนั้นก็ตาม เพราะลีลาที่สวยงาม จึงมีผู้แอบนำออกมาปลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันทน์ผา รุ่นลูกรุ่นหลานที่มีเมล็ด ถูกขยายพันธุ์ปลูกเป็นไม้ประดับเศรษฐกิจ เกษตรกรบางรายปลูกจันทน์ผาจำนวน 10-20 ไร่ เหมือนปลูกอ้อย จันทน์ผาขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ดังนั้น ระยะหลังๆ จึงพบว่า มีการกลายพันธุ์พบลักษณะแปลกๆ บางต้นมีใบด่าง สร้างคุณค่าเพิ่มราคาให้อย่างมาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบเห็นมีการปลูกจันทน์ผากระจา ยอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเหนือ อีสาน กลาง รวมทั้งภาคใต้ แต่แหล่งใหญ่ที่สุด น่าจะอยู่ที่ตำบลช่องสาริกา ที่นั่นเกษตรกรปลูกกันทั้งตำบล มากบ้างน้อยบ้าง คนมีมากที่สุด จำนวน 10,000 ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;พบกับเกษตรกร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สะสมมากว่า 12 ปีแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ สุนทร สุขสว่าง อยู่บ้านเลขที่ 17/5 หมู่ที่ 9 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นผู้ที่ปลูกจันทน์ผามานาน 12 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 13 ปีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสุนทร มีอาชีพทำไร่ข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง ต่อมาได้ผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ใกล้กับที่ดินของคุณสุนทรมีภูเขาที่อุดมไปด้วยต้นจันทน์ผา เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เขาเห็นว่าจันทน์ผาสวยงามดี จึงนำมาปลูกไว้จำนวน 1 ต้น โดยไม่เคยคิดเลยว่า จะสามารถจำหน่ายได้อย่างทุกวันนี้ เมื่อเจ้าของปลูกจันทน์ผาทิ้งไว้ ต้นเจริญเติบโตดี พร้อมกับมีดอกและติดเมล็ด คุณสุนทรปล่อยให้เมล็ดร่วงไปหลายชุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จน กระทั่งอยู่มาปีหนึ่ง นักจัดสวนผ่านไปที่หน้าบ้านคุณสุนทร เขาถามซื้อต้นที่คุณสุนทรปลูกไว้ โดยเสนอราคาเรือนหมื่น ปัจจุบัน 20,000 บาท คุณสุนทรอยากได้เงิน แต่หากขายไป คงหาไม่ได้อีกแล้ว จะไปตัดที่เขาเอราวัณก็มีหวังทางการเล่นงานแน่ เมื่อต้นจันทน์ผาออกดอกมา คุณสุนทรจึงศึกษาเรื่องการขยายพันธุ์ โดยลองถูกลองผิดอยู่นาน สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ เมื่อมีต้นใหม่ คุณสุนทรก็จำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง เฉพาะตัวคุณสุนทรเองปัจจุบันมีจันทน์ผาที่ได้จากการขยายพันธุ์เอง อยู่ในความดูแลไม่ต่ำกว่า 10,000 ต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จันทน์ผา มีลักษณะที่แยกย่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความแตกต่าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลูกจันทน์ผามานานกว่า 10 ปี ทำให้คุณสุนทรพบว่า ไม้สกุลนี้มีญาติพี่น้อง ที่หน้าตาแตกต่างกันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสุนทรแยกแยะให้ทราบ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง...จันทน์ผา จุดเด่น ต้นมีขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านใบใหญ่ พบว่าใบมีหลายลักษณะด้วยกัน ติดเมล็ดมาก เพาะไม่ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง...จันทน์หอม ต้นเล็กกว่าจันทน์ผา แตกเป็นกอ ที่เขาเอราวัณไม่มี แต่พบที่เขาจีนแล อำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันทน์แดง...ต้นเล็กกว่าจันทน์หอม เจริญเติบโตช้ามาก ทรงพุ่มกะทัดรัดสวยงามมาก ติดเมล็ดน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลูก และดูแล อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ สุนทร อธิบายว่า ไม้สกุลนี้ มีดอกเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม เมื่อเมล็ดสุกแก่ จะมีสีแดง ให้นำมาล้างน้ำ แล้วเพาะทันที อย่าได้นำไปตากแดด เพราะเปอร์เซ็นต์ความงอกจะลดลงมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จันทน์แดงและจันทน์ผา ใช้เวลาเพาะ 20 วัน ก็เริ่มงอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนจันทน์หอม ต้อง 1 เดือนไปแล้ว จึงจะงอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ดูแลรักษา ไม้สกุลนี้ คุณสุนทร บอกว่า ไม่มีความยุ่งยากแต่อย่างใด หากมีการน้ำรด ต้นจันทน์ผาเจริญเติบโตดี แต่หากไม่มีน้ำก็ไม่ตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หน้า แล้งลำบากหน่อย ใช้น้ำประปารด ชาวบ้านก็เดือดร้อน เร็วๆ นี้ โครงการเครือเบทาโกรจะช่วยเรื่องแหล่งน้ำ เป็นเงินราว 200,000 บาท ชาวบ้านสมทบอีก 20,000 บาท ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วม คงสูง น้ำขึ้นไปบนแท็งก์ แล้วนำมารด" คุณสุนทร บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของพูดถึงการดูแลอย่างอื่นว่า ศัตรูของจันทน์ผามีน้อย ไม่ต้องใช้สารเคมี เพียงแต่คอยกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปุ๋ย เน้นปุ๋ยจากขี้วัว เพราะแถบนั้นมีการเลี้ยงวัวมาก รวมทั้งขี้หมู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน คุณสุนทร เป็น อบต. เขาเป็นผู้นำในการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากปลูกพืชไร่ คุณสุนทรผลิตจันทน์ผา เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว ปลูกผัก รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนสนใจซื้อหากันมาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่อง จากมีการขยายพันธุ์จันทน์ผาโดยการเพาะเมล็ด ทุกวันนี้ ที่บ้านคุณสุนทร พบว่า มีตันจันทน์ผาใบด่าง หลายลักษณะด้วยกัน มีคนมาขอซื้อต้นละ 20,000-40,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นจันทน์แดงและจันทน์หอม ก็มีรูปทรงแปลกๆ สวยงามดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซื้อการขายไม้สกุลนี้ เริ่มตั้งแต่ต้นเล็กๆ 10-20 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นที่อายุ 2-3 ปี แตกยอดเหมาะในการนำไปจัดสวน ราคา 1,000 บาท ขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ต้น ที่มียอดเดียว เขาซื้อไปจัดสวน เขาไม่ค่อยนิยม เขากลัวเสียหาย คือยอดหัก มี 2-3 ยอด จึงขายได้ดี ที่หมู่ที่ 9 ตำบลช่องสาริกา ปลูกกันทุกครัวเรือน ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่สุดในประเทศไทย คนซื้อมาจากปราจีนบุรี กรุงเทพฯ พัทยา" คุณสุนทร บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นจันทน์ผา เริ่มจำหน่ายได้ตั้งแต่ต้นมีขนาดเล็กๆ หากไม่มีคนไปซื้อ เจ้าของก็จะเปลี่ยนถุงให้ จากนั้นก็ลงดิน ปลูกในแปลง เมื่อมีคนไปซื้อก็ขุดขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"โครงการเครือเบทาโกรมาสนับสนุนเกษตรกรแถบ นี้ โดยเฉพาะคุณสุนทร พยายามถ่ายทอดเทคโนโลยี คุณสุนทรช่วยเผยแพร่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะทำอย่างไรให้เกษตรกร 10-20 ครัวเรือน นำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ปลูกเพื่ออยู่เพื่อกิน เหลือกินจึงขายเป็นการค้า จันทน์ผามีอยู่แล้ว มีการพัฒนาสายพันธุ์ เขาทำเป็นกลุ่ม ทางกลุ่มอยากให้โครงการเครือเบทาโกรดูเรื่องระเบียนพันธุ์ เป็นการพิสูจน์ว่าไม่ได้เก็บมาจากป่า แต่เพาะขยายพันธุ์ขึ้นเอง ต่อไปทางโครงการเครือเบทาโกรจะช่วยเรื่องระเบียนพันธุ์" คุณสิฐธิชัย อินทร์สุข ผู้จัดการแผนกชุมชนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ผู้สนใจ ถามไถ่ได้ที่ คุณสุนทร สุขสว่าง โทร. (081) 852-9268&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จันทน์ผา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena loureiri Gagnep.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อวงศ์ : Agavaceae&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อพื้นเมือง : จันทน์แดง, ลักกะจันทน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนิดพืช : ไม้พุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขนาด : สูง 3-7 เมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีดอก : สีขาวนวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฤดูที่ดอกบาน : กรกฎาคม-สิงหาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัตราการเจริญเติบโต : ช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะนิสัย : ดินปนทราย หรือหิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระบายน้ำ : ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความชื้น : ปานกลาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสง : แดดเต็มวัน-รำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะ ทั่วไป : ไม้พุ่มขนาดใหญ่ หรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปทรงไข่ เมื่อต้นโตจะแผ่กว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมเทา แตกเป็นร่องตามยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปแถบยาวแคบ กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 45-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนทับ กันรอบลำต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดอก : สีขาวนวลตรงกลางดอกมีจุดสีแดง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบดอก 6 กลีบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผล : ผลสด ทรงกลมขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงคล้ำ มีเมล็ดเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ใช้งานด้านภูมิทัศน์ : ทรงพุ่มสวย ดอกมีกลิ่นหอม ปลูกเป็นไม้ประธานในสวนหิน ปลูกเป็นกลุ่ม ปลูกประดับในอาคาร สระว่ายน้ำ ริมทะเล ทนลมแรง ทนเค็ม ไม่ทนน้ำท่วมขัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ : แก่นมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ แก้เลือดออกตามไรฟัน &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-338958264557830360?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/338958264557830360/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_4902.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/338958264557830360'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/338958264557830360'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_4902.html' title='จันทน์ผา'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-1380834396124306792</id><published>2009-12-21T15:02:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T15:03:04.799+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คราม'/><title type='text'>แหล่งปลูกคราม ขายน้ำครามใหญ่สุดในไทย</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;แม่บ้านงานเกษตร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บ้านถ้ำเต่า เปิดตัวแหล่งปลูกคราม ขายน้ำครามใหญ่สุดในไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;เราๆ ท่านๆ คงได้ยินได้ฟังได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ย้อมครามกันมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักต้นครามหรือได้เห็นต้นคราม โดยเฉพาะคนในเมืองกรุง ฉะนั้นการที่ ?คุณวิชุกร กุหลาบศรี? ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัด จัดงานเปิด บ้านถ้ำเต่า ตำบลสามัคคีพัฒนา อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เพื่อให้บรรดาสื่อมวลชนจากส่วนกลางได้เห็นขั้นตอนวิธีการทำผ้าย้อมคราม ตั้งแต่เริ่มแรก จึงทำให้พวกเราหูตาสว่างขึ้นเยอะ และได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไมผ้าย้อมครามถึงมีราคา ก็เพราะกรรมวิธีการผลิตค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและใช้ภูมิปัญญากว่าจะเสร็จ สิ้น จนเราได้ใช้ผ้าย้อมครามกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสมคิด พรมจักร ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านถ้ำเต่า อดีตเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่น เกริ่นความเป็นมาของบ้านนี้ให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่ล้วนอพยพมาจากฝั่งลาว และตอนนี้ก็ยังไปหามาหาสู่กับทางบ้านญาติพี่น้องในฝั่งลาว นอกจากนี้ ยังยึดขนบธรรมเนียมประเพณีและนับถือผีอยู่ ดังนั้น เมื่อจะทำอะไรมักจะมีการไหว้ผียกครูกัน ไม่เว้นแม้แต่การทำการย้อมคราม ซึ่งเป็นมรดกตกทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านถ้ำเต่า ปัจจุบันมีสมาชิก 327 คน ทั้งหญิงและชายจะช่วยกันทำผ้าย้อมคราม ซึ่งหมู่บ้านนี้มีจุดเด่นตรงที่ปลูกต้นครามเอง ตีครามเอง แล้วยังขายน้ำครามให้กับหลายจังหวัดในภาคเหนือที่ทำเสื้อม่อฮ่อม แถมทอผ้าฝ้ายเองอีกด้วย ทำให้ขายผ้าฝ้ายย้อมครามได้ในราคากันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อม กันนี้ได้รับย้อมไหมให้กับทางจังหวัดสุรินทร์และอีกหลายจังหวัดในอีสาน นอกเหนือจากที่ย้อมผ้าฝ้ายส่งขายทั้งในและต่างประเทศ โดยหมู่บ้านดังกล่าวเป็นเครือข่ายสายใยรัก รับย้อมผ้าให้กับศูนย์ศิลปาชีพในภาคอีสาน และทำผ้าฝ้ายย้อมครามส่งให้ในวังด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้การผลิตผ้าฝ้ายย้อมคราม ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านถ้ำเต่าเป็นที่ยอมรับกันว่ามีคุณภาพ และได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าระดับ 5 ดาวของโอท็อปในเมืองนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสม คิดเล่าถึงวิธีการปลูกต้นครามว่า พื้นที่ของหมู่บ้านดอยเต่านั้นเป็นที่ลุ่ม ในปีหนึ่งๆ จะมีน้ำท่วมขังอยู่ 3-4 เดือน สมัยก่อนเมล็ดพันธุ์ครามได้มาจากประเทศลาว ที่ปู่ ย่า ตา ยาย นำมาปลูกไว้ใช้กันเอง เนื่องจากแต่ก่อน ผ้าครามเป็นผ้าของชาวนา ใส่เฉพาะคนจนเท่านั้น ต่อมามีการปลูกกันเป็นอาชีพ สมาชิกของกลุ่มทั้ง 300 กว่าคน จะปลูกครามกันทุกบ้าน รวมแล้วกว่า 300 ไร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นครามนั้นเป็น พืชล้มลุกตระกูลถั่วขนาดเล็กทรงพุ่ม ต้นสูงประมาณ 1 เมตร มักเกิดในที่ชื้น สภาพดินร่วนปนทราย ครามบ้านจะให้เนื้อครามมากกว่าครามป่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครามบ้าน มี 2 ชนิด คือ ครามตรงและครามงอ นิยมปลูกโดยการว่านเมล็ดไว้ในช่วงเดือนเมษายน ต้นครามจะใช้เวลาเจริญเติบโตในช่วงฤดูฝน ประมาณ 4-5 เดือน ส่วนยอดจะผลิดอกออกใบสีเขียวเข้ม หากน้ำค้างที่เกาะใต้ใบครามมีสีอมน้ำเงินจึงสามารถตัดต้นครามได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ ชาวบ้านถ้ำเต่าจะปลูกต้นครามกัน 2 ช่วง ช่วงแรก เป็นช่วงที่ฝนจะลงมา ประมาณเดือนเมษายน นับไปอีก 3 เดือน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมก็สามารถนำครามนั้นมาตีครามได้แล้ว การปลูกอีกช่วงหนึ่งคือช่วงปลายฝนต้นหนาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดต้นครามหลัง 3 เดือนนั้น คุณสมคิดบอก ต้องมีเทคนิคการดูตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยให้สังเกตใต้ใบครามจะต้องมีน้ำค้างเกาะ แสดงว่าแก่เต็มที่แล้ว การปลูกก็ไม่ยากเย็นอะไร เมื่อลงเมล็ดพันธุ์แล้วก็ใช้แกลบกับปุ๋ยชีวภาพ ขี้วัว ขี้ควาย ห้ามใส่ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ถ้าใส่ลงไปจะทำให้ครามนั้นไม่เกิดสี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ สมคิดย้ำอีกว่า คนตัดต้นครามจะต้องตื่นแต่ตี 5 ไปเกี่ยวเอาต้นครามมาแช่ในน้ำธรรมดาก่อน ประมาณสัก 24 ชั่วโมง เสร็จแล้วต้องตีครามแต่เช้า ในโอ่งๆ หนึ่งใช้ต้นครามประมาณ 20 กิโลกรัม เมื่อตีแล้วจะได้น้ำคราม 3 กิโลกรัม โดยใช้เฉพาะส่วนลำต้น กิ่งและใบเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อแช่เสร็จแล้วก็นำกากต้นครามออก ไปทำปุ๋ย เป็นปุ๋ยข้าวในนา เพื่อกำจัดหอยเชอรี่ กับปู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วง ที่กำลังตีครามอยู่นั้น จะมีกลิ่นเหม็น แต่ถ้าใส่ปูนลงไปแล้วไม่มีกลิ่น ทั้งนี้การใส่ปูนขาวกับปูนแดงจะให้ผลแตกต่างกัน ถ้าใส่ปูนขาว คืองานที่ต้องส่งออกต่างประเทศ ถ้าปูนแดงจะส่งขายในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการใส่ ปูนขาว จะทำให้ผ้าที่ย้อมออกมาเป็นสีฟ้า สามารถส่งออกนอกได้ เพราะลูกค้าต่างประเทศไม่ชอบสีมืด แต่ถ้าใส่ปูนแดง จะเป็นสีน้ำเงินเข้ม คนไทยชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการตีครามที่ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีนั้น ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ที่ต้องใช้เทคนิคก็คือ การยกไม้ตี อย่างที่คุณสมคิดแจงว่า ?สังเกตไหมว่าการยกไม้ให้มันหมุนยังไง สมมุติว่าโอ่งแค่นี้ คุณยกไม้ต่ำก็ได้แค่นั้น ถ้ายกสูงเกินไป อากาศก็ผ่านมากเกิน มันต้องพอดี ต้องเสมอมือ นี่คือหัวใจจริงๆ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอ เสร็จขั้นตอนการตีก็ต้องรอให้เนื้อครามนอนก้น แล้วถึงเอาน้ำเททิ้ง โดยน้ำตรงนี้ไปรดพวกผัก ผลไม้ได้ เพราะสามารถกำจัดแมลง ชาวบ้านจะไม่ทิ้ง จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกกันว่าเอาน้องนอนอู่ หมายถึง เอาครามนอนอู่ โดยเนื้อครามที่ตีเสร็จแล้วสามารถเก็บไว้ในปี๊บ มีอายุประมาณ 2 ปี ซึ่งต้องเก็บไว้ให้ดี ไม่ให้อากาศเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในกลุ่มนั้น จะคิดราคาน้ำคราม กิโลหนึ่ง 100 บาท แต่ถ้าไปส่งที่จังหวัดแพร่ สุรินทร์ ขอนแก่น หรือชัยภูมิ ต้องบวกค่าขนส่งอีกตามเส้นทางใกล้-ไกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีหนึ่งๆ บ้านถ้ำเต่าสามารถผลิตน้ำครามได้ 50 ตัน แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัง นั้น ทางกลุ่มวางแผนไว้ว่า หลังจากปลายฝนต้นหนาว เราจะปลูกครามช่วงแล้ง เป็นการทดลอง แม้จะได้ผลดีไม่ดีอย่างไรก็ตาม โดยจะร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ มาช่วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสมคิดพูดถึงจุดเด่นของน้ำครามบ้านถ้ำเต่าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ต้องเช็คคุณภาพน้ำครามที่ออกไป เพราะเราการันตีให้ลูกค้า ถ้าสินค้าไม่ดีสามารถส่งคืน มาเปลี่ยนเราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. น้ำครามที่นี่จะไม่มีเคมี เราใช้แบรนด์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านถ้ำเต่า ถ้าออกไปไม่ดีก็กลัวเสียชื่อเสียงของเราเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;วันนี้ บ้านถ้ำเต่าพร้อมที่จะเปิดตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าบ้านนี้มีดีอะไรบ้าง ใครอยากจะมาเรียนรู้การปลูกต้นคราม การตีคราม การทอผ้าฝ้าย การย้อมผ้าคราม หรืออยากจะทำธุรกิจซื้อขายผ้าฝ้ายย้อมครามที่แปรรูปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ กระเป๋า หมอน ผ้าห่ม ฯลฯ ติดต่อคุณสมคิดได้ที่ โทร. (086) 241-2544, (083) 339-7876 &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-1380834396124306792?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/1380834396124306792/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1380834396124306792'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1380834396124306792'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_21.html' title='แหล่งปลูกคราม ขายน้ำครามใหญ่สุดในไทย'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-597219844818775053</id><published>2009-12-21T14:59:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T15:00:12.010+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ไผ่สีสุก'/><title type='text'>ไผ่สีสุก</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;คนรักไผ่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;ภัทรพล จังสถิตย์กุล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 11 ไผ่สีสุก : ไผ่มงคลประจำบ้าน สุขใจเมื่อปลูก &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;สวัสดี ครับ ท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่น่ารักทุกท่าน ฉบับนี้ก็คงเข้าใกล้ปีใหม่พอดี สิ่งที่ไม่ดีในปีนี้ก็ปล่อยมันไป เริ่มต้นปีใหม่ที่สดใสกันดีกว่า ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุขมากๆ และสมหวังตามที่ปรารถนาทุกประการ ส่วนเรื่องราวของไม้ไผ่ก็ยังมีอีกมากครับ ยังงัยแล้วก็อย่าพึ่งเบื่อกันไปก่อนครับ เพราะว่าผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลใหม่ๆ ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับไผ่ ไม่ใช่เรื่องของพันธุ์ไผ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ด้วย ทั้งการใช้ประโยชน์จากหน่อและลำ การแปรรูปและการเพิ่มมูลค่า และประโยชน์ที่คาดไม่ถึงว่าไผ่จะทำได้ เช่น การนำไม้ไผ่ไปทำน้ำมัน เป็นต้น เพื่อมาอธิบายให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพและเข้าใจได้มากขึ้น ว่าไผ่นั้นมีประโยชน์มากมายหลายประการ ซึ่งในต่างประเทศได้ใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่กันมานักต่อนักแล้ว ผู้เขียนก็ขอโอกาสและเวลาในการสืบค้นข้อมูลใหม่ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกท่านและนำไปทดลองใช้กันได้จริง โดยในปีหน้าผู้เขียนรับรองครับว่า เรื่องราวของไผ่ที่จะนำเสนอต่อๆ ไปนั้น จะเข้มข้นมากกว่าเดิม ผู้เขียนขอเข้าเรื่องไผ่สีสุกก่อนครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไผ่ สีสุก เชื่อกันว่าเป็นไม้ดั้งเดิมในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ในประเทศไทยมักขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มริมห้วย แม่น้ำ และมักปลูกรอบๆ บ้านตามแถบชนบท โดยไผ่สีสุกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bambusa blumeana เป็นไผ่ประเภทมีหนาม กอมีขนาดใหญ่และหนาแน่นกว่าไผ่ป่า ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ประมาณ 8-12 เซนติเมตร (3-5 นิ้ว) เนื้อไม้หนา ประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ส่วนโคนจะมีเนื้อหนา ประมาณ 1.5 เซนติเมตร (ประมาณ 0.7 นิ้ว) ลำต้นมีสีเขียวสด ผิวเป็นมัน ข้อไม่พองออกมา (ไม่ค่อยโปน) ปล้องยาวประมาณ 25-60 เซนติเมตร บริเวณข้อ จะมีกิ่งแขนงแตกออกมาตั้งฉากกับลำโดยที่จะแตกออกมาหนาแน่นมากบริเวณโคน และบริเวณข้อของกิ่งแขนงมีหนาม โดยมีกลุ่มละ 3 หนาม โดยหนามตรงกลางจะยาวที่สุดเป็นหนามหลัก และมีหนามข้างๆ 2 หนาม และมีลักษณะโค้งงอ สีของกิ่งไผ่สีสุกจางกว่าสีลำหรือมีสีปนเหลือง เนื่องจากไผ่สีสุกกับไผ่ป่าหากดูผิวเผินจะคล้ายกันมาก แต่สามารถสังเกตได้จากลักษณะของกอ โดยไผ่สีสุกกอจะแน่นกว่า กิ่งแขนงสีออกเหลือง และหนามที่โค้งงอโดยที่หนามของไผ่ป่าจะตรง กาบหุ้มลำหนาลักษณะเหมือนหนัง ด้านนอกมีขนสีน้ำตาลเข้ม ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร กว้างประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีแถบสีน้ำตาลม่วงและเหลืองเมื่อยังอ่อน ตามขอบมีขนยาว กระจังกาบแคบมาก หยักลึกประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ใบมีขนาดเล็ก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ใบยาว 10-20 เซนติเมตร กว้าง 0.8-2 เซนติเมตร ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อมองทรงพุ่มรวมๆ แล้วกอจะออกเป็นสีเหลืองๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า สีสุก เส้นลายใบมี 5-9 คู่ ขอบใบคายและสาก ก้านใบสั้น หน่อมีขนาดใหญ่ หนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม มีกาบหุ้มสีเหลือง ขนที่หน่อมีสีน้ำตาล ส่วนการใช้ประโยชน์นั้นในสมัยก่อนมักปลูกไว้รอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม และยังเชื่อกันว่าสามารถกันผีได้อีกด้วย โดยเฉพาะผีกระสือ เพราะหากเข้าใกล้อาจถูกหนามเกี่ยวไส้ได้ (ผู้เขียนได้ยินมาแบบนั้นนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่อ ใช้ประกอบอาหารในรูปของหน่อไม้สด และรูปหน่อไม้ดอง โดยหน่อเมื่ออยู่ใต้ดินทำอาหารได้ มีรสดี หวานอร่อย เมื่อโผล่พ้นดินประมาณ 20-30 เซนติเมตร มักเอาไปทำหน่อไม้ดอง จะให้รสเปรี้ยว สีขาว และเก็บได้นาน โดยไม่เปื่อยเหมือนหน่อไม้ชนิดอื่นๆ เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านได้ทนทาน ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้ในการประมง ใช้ในการทำนั่งร้านก่อสร้าง ส่วนโคนนิยมใช้ทำไม้คานหาบหาม เพราะมีแรงสปริงตัวที่ดี นอกจากนี้ เนื้อไม้สีสุกให้เนื้อเยื่อสูง สามารถใช้ทำกระดาษได้ และยังใช้ทำเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย เช่น ยอดอ่อน ที่มีใบม้วนอยู่ 3 ยอด หรือใช้ราก (rhizome) ต้มน้ำดื่ม จะช่วยขับปัสสาวะ หน่อไม้ตาเต่า (เป็นหน่อที่เกิดจากตาไม้ไผ่หรือที่แขนง) รสขื่นขมแก้ตับหย่อน แก้กระษัย เป็นต้น นอกจากนี้ ไผ่สีสุกยังเป็นชนิดไผ่นิยมใช้ในการจักสาน โดยเฉพาะบริเวณแถวอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของเครื่องจักสานที่มีลวดลายสวยงามเฉพาะตัว และสืบทอดทั้งลวดลายและฝีมือต่อๆ กันมา ซึ่งผู้เขียนยังไม่มีข้อมูลครับว่าแถวนั้นต้องการมากน้อยและเพียงพอหรือไม่ หากไม่พอแล้วนำมาจากไหน ซึ่งจะสืบหาข้อมูลมาให้อีกทีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่อง จากชื่อที่เป็นมงคลนั้นเอง คนโบราณจึงนิยมปลูกไผ่สีสุกไว้ทางตะวันออกหรือทิศบูรพา เพราะชื่อ สีสุก อันเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดจากชื่อเรียกเอาเป็นสิริมงคล เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญ อยู่เย็นเป็นสุขนั้นเอง นอกจากไผ่สีสุกจะเป็นต้นไม้ตามทิศแล้ว ยังเป็น 1 ในไม้มงคล 9 ชนิด ที่จะต้องหาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลในการก่อสร้างอาคาร โดยก่อนก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยใช้ไม้มงคล 9 ชนิด ปักหรือปลูกลงพื้นดินเสียก่อน ไม้มงคล 9 ชนิด ที่ว่าไปนั้น ได้แก่ ไม้กันเกรา (ป้องกันอันตราย) ไม้พะยูง (พยุงฐานะให้ดีขึ้น) ไม้สัก (ศักดิ์ศรี มีเกียรติ อำนาจบารมี) ไม้ทรงบาดาล (ความมั่นคง) ไผ่สีสุก (สุขกาย สบายใจ) ไม้ทองหลาง (มีทรัพย์สินเงินทอง) ไม้ชัยพฤกษ์ (การมีโชคชัย) ไม้ขนุน (หนุนให้ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น) ไม้ราชพฤกษ์ (ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคุณประโยชน์และการใช้เป็นปริมาณ มากดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าไผ่สีสุกนั้นก็สามารถนับได้ว่าเป็นไผ่เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง แต่ในการปลูกเพื่อทำเป็นธุรกิจนั้น ก็ต้องมีการจัดการที่ดี ซึ่งในเรื่องของดินและน้ำนั้น ผู้เขียนคงจะไม่ลงรายละเอียดมาก เพียงมีหลักการอยู่ว่า ไผ่ส่วนมากชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินเหนียว ชอบอากาศชื้น มีน้ำเพียงพอ ยิ่งถ้าเป็นไผ่สีสุกแล้วจะมีความทนทานต่อน้ำท่วมได้มากกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ ซึ่งสังเกตได้จากถิ่นกำเนิด และพบมากตามที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำ แต่การจัดการอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือเรื่องของหนาม สามารถทำได้โดยตัดกิ่งแขนงที่แตกออกมา ซึ่งต้องตัดในช่วงที่กิ่งยังอ่อนอยู่ และต้องตัดให้ชิดกับลำต้น ไม่ควรปล่อยให้เลยเวลาที่ควรตัด เนื่องจากมีการแตกกิ่งแขนงหนาแน่นของไผ่ชนิดนี้ และเมื่อกิ่งแก่จะแข็ง ทำให้ยากต่อการเข้าไปตัด ส่วนการขยายพันธุ์ไผ่สีสุกนั้น วิธีที่นิยมใช้คือ ใช้ปล้องกิ่งตัด การขยายพันธุ์วิธีนี้นิยมใช้กับไม้ไผ่ชนิดที่ไม่ค่อยออกเมล็ด หรือไม้ไผ่ที่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ ทำได้ง่ายและให้จำนวนมาก โดยนำลำไผ่อายุประมาณ 1-3 ปี (ยิ่งอ่อนยิ่งดี แต่ไม่ควรต่ำกว่า 1 ปี) ตัดทอนเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนให้มีข้อติดอยู่ (อาจมี 1 หรือ 2 ข้อ ก็ได้ เพราะตรงข้อจะเป็นตัวออกรากแตกกิ่ง) นำไปวางหรือชำไว้ในแปลงชำหรือในถุง ที่เป็นดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี เอาดินกลบตรงข้อให้มิด ระวังอย่าให้ตาตรงข้อเป็นอันตรายได้ หมั่นดูน้ำในปล้องให้เต็มอยู่เสมอ ประมาณ 10-15 วัน ตาที่ข้อของปล้องก็จะเริ่มแทงหน่ออ่อนเจริญเติบโตขึ้นมา ระยะนี้ต้องคอยระวังแมลงหรือเพลี้ยจะทำอันตรายหน่ออ่อนนี้ ต้องคอยจำกัดด้วยยาฆ่าเชื้อราและแมลงบ้าง หลังจากหน่อเจริญเติบโตแข็งแรงแล้วก็จะเริ่มแตกรากลงในดินต่อไป และจะสามารถนำไปปลูกได้เมื่อชำไว้ได้ 6-12 เดือน ซึ่งหน่อและรากจะแข็งแกร่งเต็มที่แล้ว (สังเกตได้จากใบที่แตกและกางออกมาเต็มที่และดึงออกจากวัสดุเพาะยาก เพราะมีรากติดอยู่) จึงนำไปย้ายปลูกลงแปลงต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;สุดท้ายนี้ ทางชมรมคนรักไผ่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝากมาประชาสัมพันธ์ว่า งานสัมมนาจะจัดขึ้นใน วันที่ 29 พฤษภาคม 2553 หากท่านใดสนใจ สามารถโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ ชมรมคนรักไผ่ครับ โทร. (02) 564-4440-79 ต่อ 2350-1 โดยเรื่องที่จะนำเสนอนั้นเป็นเรื่องใหม่ๆ แปลกๆ เกี่ยวกับไผ่ครับ ที่ท่านไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน อย่างไรแล้ว ผู้เขียนจะบอกความคืบหน้ามาให้ท่านผู้อ่านเรื่อยๆ สำหรับเรื่องของไผ่สีสุกก็ขอจบเพียงเท่านี้ ไผ่ดีที่น่าสนใจยังมีอีกเยอะ พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-597219844818775053?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/597219844818775053/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_3150.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/597219844818775053'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/597219844818775053'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_3150.html' title='ไผ่สีสุก'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-6187701791104570878</id><published>2009-12-21T14:57:00.001+07:00</published><updated>2009-12-21T14:57:50.508+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ผักหวานป่า'/><title type='text'>แนะเทคนิคปลูกผักหวานป่า</title><content type='html'>&lt;table&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="border-style: outset; border-color: rgb(49, 112, 35);" bg&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#ffffff;"&gt;&lt;span class="sizeb"  style="color:#ffffff;"&gt;&lt;b&gt;วันที่ 15 ธันวาคม  พ.ศ. 2552 &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#ffffff;"&gt;ปีที่ 22 &lt;/span&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#ffffff;"&gt;ฉบับที่ 469&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#ffffff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;เกษตรกรดีเด่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;ศีล มติธรรม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;เกษตรกรดีเด่น-ปราชญ์อีสาน จันทร์ที ประทุมภา แนะเทคนิคปลูกผักหวานป่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;ทุก วันนี้ผู้คนหันมานิยมรับประทานผักหวานป่ากันมากขึ้นเรื่อยๆ แค่เมนูผัดกับน้ำมันหอยแล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็เอร็ดอร่อยยิ่งนัก แต่ใช่จะหารับประทานได้ง่ายๆ ผิดกับผักหวานบ้าน ซึ่งปลูกกันทั่วไป สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ถ้าเลือกได้เชื่อว่าหลายคนคงเลือกผักหวานป่ามากกว่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เชิญเข้าร่วมสื่อมวลชนสัญจรโครงการเฉลิมพระเกียรติ "วิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" โดยพาไปชมไร่นาสวนผสมของ "คุณลุงจันทร์ที ประทุมภา" เกษตรกรดีเด่น ผู้ชนะเลิศการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2550 อยู่ที่บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา และเป็นปราชญ์อีสานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการเกษตรให้แก่ผู้ สนใจที่มาศึกษาดูงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ที่บ้านของคุณลุงจันทร์ทีได้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎี ใหม่ ปีหนึ่งๆ มีผู้คนจากทั่วประเทศมาศึกษาดูงานหลายพันคน และตัวคุณลุงจันทร์ทีเองก็ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องคุณงามความดีจากหลาย หน่วยงานของภาครัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยก่อนคุณลุงจันทร์ทีเป็นคนร่ำรวยคนหนึ่ง มีที่ดินเยอะแยะ แต่เมื่อใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวังฐานะก็ค่อยๆ แย่ลงๆ จนกระทั่งได้ค้นพบเส้นทางชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เมื่อก่อนผมเป็นคนมีฐานะดีพอสมควร ชาวบ้านนับหน้าถือตา มาช่วงหนึ่งเกิดวิกฤตวิ่งตามกระแสถูกหลอกจนหมดตัว และผมทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดทุนล้มละลาย หลังจากนั้น ได้ศึกษาแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านเน้นว่าต้องพยายามทำให้พอดีกับฐานะตัวเอง ลดรายจ่ายให้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ และศึกษาหาความรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รู้ว่าการทำเกษตร ถ้าจะอยู่รอดต้องพึ่งตนเอง และพึ่งกันเองในชุมชนให้มากที่สุด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ หลักการพึ่งตนเองนั้น ฟังดูง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริง และต้องวางแผนให้ดีก่อนลงมือทำ โดยอาจจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนอย่างที่คุณลุงจันทร์ทีแนะนำ "ครั้งแรกไม่มีทุนเลย ต้องปลูกพืชผักสวนครัวไม้ผลไม้ยืนต้นให้ครบวงจร รายจ่ายอยู่ตรงไหนต้องคุมให้ได้ รายจ่ายก็คือ อาหาร เมื่อซื้อผักกินก็ต้องปลูกผัก ซื้อปลาก็ต้องเลี้ยงปลา ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในครอบครัวต้องวางแผนปรึกษาร่วมกัน ผมเริ่มขุดสระด้วยมือ ขนาด 2 งาน แล้วทำบัญชีครัวเรือน ซื้ออะไรก็ปลูกอย่างนั้นเพื่อลดรายจ่าย และทำปุ๋ยใช้เอง การทำปุ๋ยคือการไถกลบตอซังแล้วหว่านปุ๋ยพืชสด พอกำลังงามขึ้นก็ไถกลบแล้วปลูกข้าว ผมทำตรงนี้ได้รูปธรรมชัดเจนมาก ค่อยๆ ลดปุ๋ยเคมีลง จนไม่ต้องใช้เลย หลังๆ แค่ไถกลบตอซังอย่างเดียวข้าวก็งามแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง ลดต้นทุนในการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เก็บเกี่ยว เราต้องศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน ทำได้แล้วก็ขยายผลต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าง ผมทำทุกวันนี้ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ สอนเกษตรกรที่จะลดรายจ่ายในการขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง ฯลฯ ถ้าทำตรงนี้ได้จะลดรายจ่ายมาก นอกจากนี้ ก็ปลูกไม้ยืนต้นสารพัดในพื้นที่ไร่นาของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปก็ลดรายจ่ายในการ เลี้ยงสัตว์ ทำบ่อปลา โดยการขยายพันธุ์ปลา เพาะปลาเอง ขายตัวละ 1 บาท เพาะปลาได้แล้วถ้าเรายังซื้อหัวอาหารอยู่ ก็ลดรายจ่ายไม่ได้ วัตถุดิบนั้นก็มาจากเกษตรกรทั้งนั้น มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ ที่ไปบดเป็นหัวอาหาร"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่ดินของคุณลุงจันทร์ที จำนวน 22 ไร่นั้น มีต้นไม้หลากหลาย จริงๆ ทุกต้นล้วนมีคุณค่ามีคุณประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างเช่นสมุนไพรต่างๆ ซึ่งจะมีป้ายบอกไว้เสร็จสรรพ มีพืชผัก มีผลไม้นานาชนิด มีบ่อปลา 10 บ่อ มีนาข้าว มีคอกเลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ด และเลี้ยงไก่ เรียกว่าถ้ามาบ้านคุณลุงจันทร์ทีแล้วอิ่มท้องได้หลายมื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ปลูกพืชผักผลไม้ทั้งยืนต้นและล้มลุก การเลี้ยงปลาและเลี้ยงสัตว์ เป็นสูตรสำเร็จของการทำไร่นาสวนผสม เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุด เด่นที่สำคัญของสวนคุณลุงจันทร์ทีอีกอย่างคือ ผักหวานป่า ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นปลูกเพาะกล้าขายและเก็บยอดขายจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ นั้น คุณลุงจันทร์ทีก็ลองผิดลองถูกมาพอสมควร กระทั่งได้ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ ตรงนี้คือ ผักหวานป่า ทุกคนบอกว่าปลูกยากมาก แต่ก่อนผมปลูกผักหวาน 100 ต้น ตาย 100 ต้น ผมจึงค้นคว้าทำวิจัยเรื่องนี้ เทคนิคคือต้องให้มีเพื่อนมีพืชพี่เลี้ยง ดินต้องมีขยะใบไม้ทับถม ให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย นี่คือหัวใจสำคัญ บางคนพูดว่าที่นี่สกปรก แต่ว่าสกปรกนี่คือของดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างคือ การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ตอนปลูกใหม่ๆ ต้องให้น้ำสม่ำเสมออย่าให้ขาด ผักหวานจะต้องเพาะแล้วปลูก อย่าให้ข้ามปี เพาะปีนี้ ปลูกปีนี้ วิธีปลูกคือเตรียมหลุมให้ดี นำดินที่อุดมสมบูรณ์ลงในหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ผ่านไป 1 ปี รากผักหวานยาวสามารถเลี้ยงลำต้นได้ หรือเพาะในถุงพลาสติค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผักหวานใช้เพาะเมล็ด ช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ผลผักหวานจะสุกภายใน 1 สัปดาห์ เก็บมาล้างเอาเปลือกออก เนื้อหุ้มเมล็ดก็ล้างออก แล้วเอามาผึ่งในร่ม 2 วัน จากนั้นนำมาเพาะได้ วิธีเพาะก็ใช้ทรายความชื้น 30% เอาใส่กะละมังครึ่งฟุต เอาเมล็ดผักหวานลงแล้วเอาทรายลงทับ 2 นิ้ว แล้วใช้กระสอบที่ชื้นๆ คลุมไว้ 20 วัน เมล็ดผักหวานจะแตกเป็นรากออกมา ประมาณ 30-40 วัน จะแทงยอด ขึ้นอยู่กับความชื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 ปี เก็บผลผลิตได้แล้ว กิโลกรัมละ 150-200 บาท ที่ตลาดขาย ถุงเล็กๆ 1 ขีด 20 บาท ถ้าเราปลูกได้สัก 20-30 ต้น ก็สบายแล้ว ของผมปลูกไม่ต่ำกว่า 2,000 ต้น แต่ก่อนผมวิ่งหาเงิน ตอนนี้เงินวิ่งหาผม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกไว้ ใช่เพียงคุณลุงจันทร์ทีจะเก็บยอดผักหวานป่าขายอย่างเดียว ยังเพาะต้นกล้าขายอีกด้วย ในราคาต้นละ 20 บาท ซึ่งใครไปใครมาที่บ้านคุณลุงจันทร์ทีต่างก็ซื้อคนละหลายต้น เพราะไม่ใช่จะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ที่สำคัญเจ้าของยังอธิบายขั้นตอนการปลูกและวิธีการบำรุงรักษาให้อย่าง ละเอียด ฉะนั้น ถ้าฟังแล้วอยากจะปลูกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็สามารถทำได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผัก หวานออกได้ตลอดถ้าจัดการเป็น การที่จะให้ผักหวานออกยอดจะต้องรูดใบแล้วให้น้ำสม่ำเสมอ พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก ไม่ควรให้ออกยอดเกิน 3 เดือน เก็บแค่ 3 เดือน แล้วปล่อยไว้ แล้วไปเก็บต้นอื่น แต่ถ้าเก็บทั้งปีจะเฉาตาย ต้องให้เวลาพักฟื้นบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการคือ เราสร้างป่าขึ้นมาก่อน ถ้ามีที่ว่างเราต้องปลูกไม้โตเร็ว มะรุม มะขามเทศ ปลูกคู่กับผักหวาน ปลูกให้มันคลุมดิน หรือพริก มะเขือ แล้วก็ใช้วัชพืชคลุมไม่ให้แดดส่องดินจนแห้ง เราให้น้ำครั้งหนึ่งอาจอยู่ได้ถึง 1 อาทิตย์ ถ้าไม่มีต้นไม้วันเดียวก็แห้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้มีผักหวานประมาณ 2,000-3,000 ต้น เฉพาะยอด ถ้าต้นละ 1 ขีด กิโลละ 200 บาท อีก 3 ปีข้างหน้าผมก็อยู่ได้เพราะผักหวานอย่างเดียว ขณะนี้มีต้นกล้าปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายไปแล้วเหลือ 300 ต้น ขายต้นละ 20 บาท"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากครอบครัวคุณลุงจะมีรายได้จากต้นผักหวานป่า ผัก ผลไม้ และอื่นๆ ในทุกวันและทุกเดือนแล้ว รายได้อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการนำผลผลิตในสวนมาแปรรูป อาทิ จากกล้วย จากน้ำมะพร้าว และเสาวรส รวมทั้งการเพาะกล้าไม้ขาย ซึ่งมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะรุม ยางนา ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณลุงจันทร์ที ยืนยันว่าเกษตรกรทั่วไปหากใช้หลักปรัชญาพอเพียงของพระองค์ท่าน ก็สามารถอยู่ได้อย่างไม่ต้องเป็นหนี้ใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าเราน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินมากเลย ผมทำงานวิจัยเกษตรประณีต แค่ที่ไร่เดียวสามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้ เลี้ยงคนในครอบครัว 5 คน อยู่ได้สบายๆ และก็มีเงินเก็บเงินออมจากที่ไร่เดียว เริ่มจากต้องวางแผนพื้นที่ให้ดี อันดับแรกเตรียมดินให้ดีก่อน ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพมาปรับปรุงบำรุงดิน วัตถุดิบในท้องถิ่นมีเยอะแยะ เช่น เศษวัชพืช ใบไม้ ปุ๋ยคอก แค่ 1 งาน สำหรับเพาะกล้าไม้ ปี "51 เพาะผักหวานป่าที่แค่ 1 งาน 12,000 กล้า ขายใน 5 เดือน ได้ 240,000 บาท ปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายได้ 300,000 บาท อีก 1 งาน เลี้ยงปลา สามารถขายได้ 3 ครั้ง ต่อปี ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท เพาะเองเลี้ยงเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อย่างที่บอก บ้านของคุณลุงจันทร์ทีเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎีใหม่ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ตลอด และยังเป็นแหล่งฝึกอบรมเกษตรกรของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหลักสูตรพร้อม โดยรัฐจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้หมดในช่วงที่มาอบรม 4 คืน 5 วัน ถ้าสนใจ โทร.ติดต่อได้ที่ (089) 948-4737 รับรองกลับไปแล้วหากนำวิชาความรู้ที่ได้จากศูนย์นี้ไปใช้ในการทำเกษตรตาม หลักปรัชญาพอเพียงของในหลวง จากที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เชื่อว่าย่อมปลดหนี้ได้แน่นอน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-6187701791104570878?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/6187701791104570878/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_6005.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6187701791104570878'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6187701791104570878'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_6005.html' title='แนะเทคนิคปลูกผักหวานป่า'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-4802619572849129171</id><published>2009-12-21T14:53:00.001+07:00</published><updated>2009-12-21T14:54:12.035+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ข้าวก่ำ'/><title type='text'>ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์</title><content type='html'>&lt;span microsoft="" ms="" sans="" db="" thaitext="" thonburi=""    style="font-family:Tahoma,;font-size:85%;color:#000000;"&gt;&lt;span class="size6"&gt;&lt;b&gt;เทคโนโลยีการเกษตร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="size3"&gt;&lt;b&gt;การุณย์ มะโนใจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;ข้าว เป็นธัญพืชหลักเพื่อการบริโภคของคนไทยทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า ในอดีตคนไทยนิยมบริโภคข้าวที่ผ่านการสีด้วยวิธีโบราณ เช่น การใช้ครกไม้ ใช้ครกกระเดื่อง จะได้ข้าวสารที่มีสีธรรมชาติ มีจมูกข้าวที่ให้ธาตุอาหารและช่วยป้องกันรักษาโรคบางชนิด ปัจจุบัน ข้าวสาร ที่รับประทานจะได้จากการสีของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งสีข้าวได้รวดเร็วและปริมาณมาก ข้าวสารที่ได้เป็นสีขาว แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หายไปกับเปลือกข้าว รำข้าว แม้แต่จมูกข้าวต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของปลายข้าว จะเห็นได้ว่าขณะนี้เริ่มให้ความสำคัญของข้าวจากธรรมชาติ นิยมบริโภคข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี แต่ยังมีข้าวอีกชนิดหนึ่งที่บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เป็นข้าวที่ให้สีออกแดงหรือแดงก่ำ หรือสีม่วงจากธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมนำไปประกอบเป็นขนมหวาน ข้าวหลาม ขนมเทียน มากกว่าการบริโภคโดยตรง นั่นคือ ข้าวก่ำ หรือข้าวเหนียวดำ ความเชื่อแต่โบราณว่า เป็นข้าวประกอบพิธีกรรมในการบำบัดรักษา สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง เป็นธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในการป้องกันโรคและแมลง โดยถือว่าข้าวก่ำเป็นพญาข้าวที่สามารถสังเคราะห์และปล่อยสารที่ช่วยป้องกัน แมลงและโรคให้แก่ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกใกล้เคียงกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการปลูกข้าวก่ำแทรกในการปลูกข้าวอื่นๆ ข้าวก่ำมีหลายชื่อ ชื่อที่ภาคกลางรู้จักกันดีคือ ข้าวเหนียวดำ ภาคใต้เรียก เหนียวดำ บางที่ก็เรียกข้าวนิล ที่เอามาทำขนม ข้าวหลาม นั่นแหละ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน ข้าวก่ำ เป็นชื่อเรียกของทางภาคเหนือและทางอีสาน ข้าวก่ำน่าจะมาจากคำว่า แดงก่ำ จากการค้นหาข้อมูล พบว่า ข้าวก่ำ (Purple Rice) เป็นข้าวพื้นเมืองของเอเชีย มีชื่อเรียกหลายหลากชื่อมาก ทั้งข้าวเหนียวดำ (Black Sticky Rice) ที่บ้านเรารู้จักกันดี ข้าวที่ถูกลืม (Forbidden Rice) ซึ่งหมายถึงข้าวที่ไม่ใช่ข้าวเศรษฐกิจ ไม่นิยมปลูกกัน ข้าวป่า (Wild Rice) ข้าวดำจีน (Chinese Black Rice) โดยในประเทศไทยมีอยู่กว่า 42 สายพันธุ์ ในยุโรปและอเมริกาก็มีข้าวก่ำที่ตั้งวางขายตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนใหญ่ก็ไปจากไทย อินโดนีเซีย สำหรับบ้านเราก็มีขายบนห้างเหมือนกัน โดยเอกชนหลายบริษัทที่ผลิตออกมาจำหน่าย จากชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Glutinousrice น่าจะแปลว่า ข้าวเหนียวสีดำ อันเป็นคุณสมบัติของข้าวก่ำคือ หุงแล้วมันจะเหนียวๆ เป็นยางติดมือ สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง ด้วยคุณค่าทางอาหารของข้าวก่ำ นอกจาก ไขมัน 4.6 คาร์โบไฮเดรต 25.5 ไฟเบอร์ 16.6 วิตามินเอ 0.38 วิตามินบี 1 36.67 วิตามินบี 2 17.1 แคลเซียม 3.25 เหล็ก 15.33 รวมทั้ง โปรตีน และวิตามินอีอีกเล็กน้อย แต่ที่สำคัญคือสารสีม่วงแดงของเปลือกหุ้มเมล็ด คือแอนโทไซยานิน และแกมมาโอไรซานอล โดยแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน ชนิดพบในข้าวสีม่วงกลุ่มอินดิก้า ซึ่งก็รวมข้าวก่ำไทย คือไซยานินไซด์สาม ก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งปอด ส่วนสารแกมมาโอไรซานอล นอกจากจะมีคุณสมบัติเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดียวกัน แล้ว ยังสามารถลด คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับของ high density lipoprotien (HDL) หรือไขมันที่มีประโยชน์ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลินของคนเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าว และของนมผงไขมันเต็ม รวมทั้งกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในคนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าวก่ำ นอกจากการเอาไปทำขนมและข้าวหลามอย่างที่เรารู้ๆ กันแล้ว สามารถนำข้าวก่ำไปทำเป็นข้าวต้มและข้าวสวยด้วย วิธีแรกใช้ข้าวก่ำผสมกับข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 เมื่อนำไปต้มจะทำให้ข้าวต้มที่ได้มีความเหนียวนุ่ม อร่อย และรสชาติดี วิธีที่ 2 นำ ข้าวก่ำ (ข้าวเหนียว) หนึ่งหยิบมือ ผสมกับข้าวสาร (ข้าวเจ้า) ประมาณ 2 กระป๋อง เอามาหุง เวลาหุงแล้ว ข้าวสวยทั้งหมดจะมีสีคล้ายๆ ข้าวกล้อง ออกม่วงๆ หน่อย มียางเล็กน้อย ข้าวจะหอม น้องๆ ข้าวหอมมะลิเลย กินอร่อยดี แต่เก็บไว้ได้ไม่นานจะบูดเร็ว เวลาหุงต้องพอดี คนเห็นอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมกินข้าวก่ำเป็นประจำนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. ดำเนิน กาละดี หัวหน้าหน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยข้าวก่ำ ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทยมาตั้งแต่ปี 2539 ปฏิบัติงานด้านการรวบรวมและวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด คณะผู้วิจัยได้เพียรพยายามรวบรวมพันธุ์ข้าวก่ำพื้นเมืองจากแหล่งปลูกข้าว ต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 42 พันธุ์ จากการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้การยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่คือ ข้าวเหนียวดำ พันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด และพันธุ์ก่ำอมก๋อย ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากผลงานวิจัยข้าวก่ำ ในชื่อผลิตภัณฑ์ว่า กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์ กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์เฟลก ข้าวก่ำมอลล์เอกแพน หรือเอกซ์ทรูด และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัวหน้า วิจัยข้าวก่ำ เล่าต่อว่า ผลงานวิจัยสำคัญได้นำเสนอเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ คือคุณประโยชน์เชิงโภชนาการศาสตร์เกษตร คือข้าวก่ำมีสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน และแกมมาโอซานอล ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีผลที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ในด้านการเป็นสมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือคือ ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับหญิงที่ตกเลือดในขณะคลอดบุตร ใช้ทำเป็นข้าวหลามรักษาโรคท้องร่วง ใช้ข้าวก่ำผสมกับดินประสิวช่วยรักษาโรคหิด ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอนาคต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะสามารถผลิตข้าวก่ำที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านโภชนาการศาสตร์เกษตร ด้านโภชนาการสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการอนุรักษ์ข้าวก่ำ ข้าวพื้นเมืองของไทยที่มีคุณภาพ เป็นการพัฒนาข้าวก่ำให้สามารถแข่งขันในตลาดเสรีได้อย่างภาคภูมิใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (053) 944-045 งานประชาสัมพันธ์ (084) 043-3806&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ส่วนของจังหวัดพะเยาถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวก่ำแห่งหนึ่งของประเทศ ไทย ยืนยันได้จากมีตำบลหนึ่งในอำเภอจุน ชื่อว่าตำบลห้วยข้าวก่ำ อันแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวได้ปลูกข้าวก่ำมาเนินนานแล้ว ตัวแทนเกษตรกรข้าวก่ำพะเยา ซึ่งเข้าร่วมประชุมการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ร่วมกับกรมการข้าว เพื่อร่วมหาแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าวให้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรมการข้าว โดยสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว จัดประชุมแสดงความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าว อินทรีย์ของกรมการข้าวขึ้น เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดประชุมไปใช้เป็นกรอบและแนวทางการ ปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ให้มีความทัดเทียมกับมาตรฐานนานาชาติและ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยา ของจังหวัดพะเยาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสำคัญของมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าว ตลอดจนได้ระดมความคิดเห็นในการปรับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาให้ครอบคลุมทั่ว ทั้งจังหวัดพะเยา เพื่อรักษาพันธุ์ข้าวของจังหวัดให้คงอยู่ต่อไป ผ่านการแนะแนวความรู้เรื่องของการเพาะปลูกข้าวและการเกษตรแบบอินทรีย์ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมแปลงปลูกข้าวก่ำอินทรีย์ ตลอดจนร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการทำนาข้าวอินทรีย์ได้ที่ คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา เลขที่ 59 หมู่ที่ 8 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา 56150 โทร. (054) 896-062 หรือ (086) 115-7131 และเว็บไซต์ http://blackricephayao.co.c&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ทางกรีนพี ซได้จัดกิจกรรม "ปลูกรักให้ต้นข้าว" ในวันแห่งความรัก เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดราชบุรี โดยปลูกข้าวในนาข้าว 2 สี (ข้าวสีทองกับข้าวก่ำสีดำ) ขนาด 10 ไร่ เพื่อสร้างศิลปะอันสวยงาม ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งได้มีการร่วมหารือเกี่ยวกับเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์กับปราชญ์ข้าวไทย การสอนการทำสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวนาผลิตขึ้นเพื่อใช้ไล่แมลงในนาข้าว โดยศิลปะบนนาข้าวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นศิลปะที่เกิดจากต้นข้าวในพื้นที่ 10 ไร่ คือ ข้าวสายพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้า ชนิดไม่ไวแสง ลำต้นและกาบใบมีลักษณะสีเขียว เมื่อนำมาปักดำจะให้สีเขียวเป็นพื้นหลังของภาพ และพันธุ์ก่ำพะเยา ซึ่งให้สีดำจนสามารถสร้างสรรค์เป็นภาพชาวนาและลวดลายต่างๆ บนผืนนา และรอเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในราวเดือนพฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบุญรอง กล่าวว่า ข้าว ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อคนไทยและประชาชนทั่วโลก หากชาวไทยทุกคนร่วมกันรักษาสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของประเทศ เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธี เกษตรกรรมยั่งยืน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การปกป้องข้าวไทยให้พ้นจากเทคโนโลยีที่เสี่ยงอย่าง จีเอ็มโอ และมุ่งสู่การทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะให้ผลผลิตที่ดีแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณบุญรอง บอกว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมากรีนพีซนำความภาคภูมิใจในข้าวไทยมาสู่คนไทยทั้ง ประเทศ เมื่อกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดส์ได้ออกประกาศนียบัตรยกย่องให้ประเทศไทยเป็น ประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก พร้อมเรียกร้องให้ชาวไทยร่วมปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรม ประธานกลุ่มผู้ปลูกข้าวก่ำ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะบน นาข้าวร่วมกับทางกรีนพีซ ที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ประกอบกับคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของข้าวก่ำเอง ยิ่งทำให้กลายเป็นที่น่าสนใจของสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคจากต่างจังหวัดมากกว่าคนในพื้นที่ที่ยังพบ ว่าได้รับความสนใจที่น้อย โดยได้รับการประสานงานติดต่อขอซื้อพันธุ์ข้าวดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการจำหน่าย ซึ่งต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสิ่งสำคัญเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อย่าง ไรก็ตาม ทางกลุ่มเครือข่ายเกษตรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พื้นเมืองพะเยา ยังไม่หยุดนิ่งในการพัฒนากระบวนการด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าอบรมและศึกษาดูงานร่วมกับสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ที่โรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์บ้านดอนหมู ตำบลขามเตี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการผลิตข้าวอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และ สารอินทรีย์ รวมถึงพัฒนาข้าวอินทรีย์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างครบวงจรต่อไป &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-4802619572849129171?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/4802619572849129171/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_4023.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4802619572849129171'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/4802619572849129171'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_4023.html' title='ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2155405687371362648</id><published>2009-12-21T14:35:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T14:37:35.420+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โรงเรียนสัมพันธ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ซีพีเอฟ'/><title type='text'>ซีพีเอฟ-ชุมชน-โรงเรียนสัมพันธ์</title><content type='html'>วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม 2552 เวลา 0:00 น&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;b&gt;ความเกี่ยวโยง สู่ความยั่งยืน...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การจะผลักดันให้เยาวชน ได้เป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตอย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นที่จะต้องดูแลเอาใจใส่พวกเขาในทุก ๆ ด้าน ทั้งการศึกษา การเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือแม้กระทั่งอาหารการกิน แต่เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลนั้น กลับต้องเผชิญกับภาวะ    ทุพโภชนาการโดยเฉลี่ยสูงถึง 20-25% ทั้งที่ปกติไม่ควรเกิน 10%&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามความใส่ใจที่มีต่อเยาวชนไทยยังไม่ได้หมดลง เพราะยังมีภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในปัญหาภาวะโภชนาการของเยาวชน รวมทั้งปัญหาปากท้องของเกษตรกรผู้ผลิต อาหาร ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวของผู้บริโภคและชุมชน จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ผ่านกิจกรรมและโครงการอันเป็นประโยชน์   มากมาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” เป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดขึ้นจากความห่วงใยที่ซีพีเอฟมีต่อเยาวชน เพื่อให้พวกเขาได้มีภาวะโภชนาการที่ดี และมีความรู้เกี่ยวกับอาชีพเกษตรกร โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ จากการที่สามารถเลี้ยงตัวเองในอนาคตด้วยอาชีพนี้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หากมีวิชาการและการจัดการที่ดี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วันชัย ธัญญพันธ์ ผู้แทนซีพีเอฟ เล่าถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอดว่า บริษัท   ได้ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟเพื่อชีวิตยั่งยืน” ผ่าน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ช่วยลดภาวะทุพโภชนาการในเด็กและเยาวชนได้กว่า 60,000 คน ในโรงเรียนร่วม 300 แห่ง และได้ต่อยอดเป็นโครงการ “CPF-ชุมชน-โรงเรียนสัมพันธ์” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2551 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 2 ด้วยความมุ่งหวังที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร ให้ได้รับอาหารกลางวันที่เพียงพอ มีโปรตีนจากเนื้อปลารับประทานอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังถือเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนให้สามารถสร้างรายได้ ด้วยตนเองและพึ่งพิงตนเองได้ นอกจากนั้นบ่อปลาในโรงเรียนยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งของครู นักเรียน และประชาชนที่สนใจ ซึ่งถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อชุมชนและสังคมท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“การดำเนินงานของซีพีเอฟในทุก ๆ กลุ่มธุรกิจ จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญแก่เยาวชนทั้งในด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสนับสนุนให้รักการกีฬา โดยเราจะเป็นผู้ผลักดันให้  เด็ก ๆ ได้เรียนรู้งานด้านการเลี้ยงปลาภายในโรงเรียนเพื่อเป็นอาหารกลางวัน ขณะเดียวกันยังจะเป็นประสบการณ์ติดตัวพวกเขา ที่สามารถทำเป็นอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ยังถือเป็นการส่งเสริมการเลี้ยง และการทำตลาดสัตว์น้ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจและพัฒนาความรู้ ทักษะการจัดการอาชีพเกษตรเชิงธุรกิจ และพัฒนาอาชีพที่พึ่งตนเองได้ให้ครอบครัวอีกด้วย” วันชัย บอกถึงวัตถุประสงค์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกโรงเรียน ที่มีฐานะยากจนในถิ่นทุรกันดาร ที่ขาดแคลน สื่อและอุปกรณ์การศึกษา อาหารกลางวัน รวมถึงศูนย์ข้อมูลการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สำคัญโรงเรียนจะต้องมีความสนใจที่จะเสริมสร้างกิจกรรมที่ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่เด็กนักเรียน โดยอาจารย์และเด็กนักเรียนควรมีความต้องการเรียนรู้วิธีการเลี้ยงปลาด้วย ความ สมัครใจ และสามารถจัดหาผู้ดูแลรับผิดชอบโครง  การให้ดำเนินอย่างต่อเนื่องได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;โดยได้เริ่มดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวัน ออก ตามลำดับ ทั้งยังมีแผนที่จะขยายไปยังโรงเรียน ในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ซึ่งซีพีเอฟจะสนับสนุนพันธุ์ปลา พร้อมอาหารปลา รวม ทั้งจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรมและให้ความรู้กับอาจารย์และเด็ก ๆ ซึ่งจะเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีวิชาการ ด้านการผลิต การจัดการ รวมถึงการสังเกตและตรวจสอบคุณภาพน้ำในบ่อปลานำไปสู่การอนุรักษ์น้ำและสภาพ แวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นจะคอยเข้าไปให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาการเลี้ยง กระทั่งเมื่อครบกำหนดการเลี้ยง 1 รุ่น ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน หรือ 1 ภาคเรียน ก็จะสอนวิธีการจับปลาแก่เด็ก ๆ เพื่อให้สามารถจับปลาที่เลี้ยงด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ขึ้นมาปรุงเป็นอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือก็นำไปจำหน่ายในชุมชน ซึ่งเงินที่ได้จะนำมาใช้สำหรับเลี้ยงปลาในรุ่นต่อไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกเหนือจากการได้รับโภชนาการจากเนื้อปลา ซึ่งเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการแล้ว การดำเนินโครงการนี้ยังเป็นอีกทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพในการจัด  การศึกษาตามหลักสูตรท้องถิ่นให้กับนักเรียน และยังเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในอนาคตได้อย่าง ยั่งยืน.&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2155405687371362648?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2155405687371362648/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_3995.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2155405687371362648'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2155405687371362648'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_3995.html' title='ซีพีเอฟ-ชุมชน-โรงเรียนสัมพันธ์'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-1747394568393745303</id><published>2009-12-21T14:31:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T14:34:04.278+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อ้อยอู่ทอง 9'/><title type='text'>อู่ทอง 9 อ้อยพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง</title><content type='html'>วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม 2552 เวลา 0:00 น&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;"อ้อย” พืชอุตสาหกรรมสำคัญชนิดหนึ่งของไทย โดยเฉพาะการใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำตาลซึ่งสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละหลาย หมื่นล้านบาท  แต่ที่ผ่านมาผลผลิตอ้อยของเกษตรกรยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เฉลี่ย 11-12 ตันต่อไร่ เนื่องจากมีการใช้พันธุ์อ้อยแต่ละพันธุ์ค่อนข้างนาน ประมาณ 6-10 ปี ขณะเดียวกันยังประสบปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช  ทั้งยังขาดแคลนพันธุ์ที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น และขาดการจัดการไร่อ้อยที่ดีตลอด จนมีปัญหาสภาพดินและน้ำที่อ้อยได้รับในแต่ละแหล่งปลูกแตกต่างกันด้วย &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งปลูกทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรในการใช้อ้อยพันธุ์ดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;...และปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์อ้อยประสบความ สำเร็จอีกหนึ่งสายพันธุ์ คือ พันธุ์ “อู่ทอง 9” อนาคตคาดว่า จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรชาวไร่อ้อยในการนำพันธุ์ไปปลูก เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อ้อยพันธุ์อู่ทอง 9 นี้ นักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี ได้เริ่มปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ตามหลักวิชาการมาตั้งแต่ปี 2542 มีการปลูกทดสอบพันธุ์ในไร่เกษตรกร อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี, อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี, อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจในอ้อยพันธุ์อู่ทอง 9 เนื่องจากให้ผลผลิตต่อไร่และผลผลิต น้ำตาลสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอ้อยพันธุ์ใหม่ที่โรงงานน้ำตาลมีความต้องการสูง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน นายอุดม เลียบวัน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี หัวหน้าทีมนักวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยอู่ทอง 9 กล่าวว่า อ้อยพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นที่ให้ผลผลิตน้ำหนักสูง เฉลี่ย 17.50 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์  K84-200 ที่ให้ผลผลิต 11.19 ตันต่อไร่  และยังสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง 3 ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 14.25 ตันต่อไร่ นอกจากนั้นอ้อยอู่ทอง 9 ยังให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยถึง 2.45 ตันซีซีเอสต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ K84-200 ที่ให้ผลผลิตน้ำตาล 1.56 ตันซีซีเอสต่อไร่ และสูงกว่าพันธุ์อู่ทอง  3  ที่ให้ผลผลิตน้ำตาล 2.04 ตันซีซีเอสต่อไร่ ที่สำคัญอ้อยอู่ทอง 9 ยังสามารถต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดงดีกว่าพันธุ์อู่ทอง 3 ด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เมื่อโตเต็มที่อ้อยอู่ทอง 9 มีความสูงเฉลี่ย 226 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำ 2.76 เซนติเมตร ได้จำนวนลำเฉลี่ย 11,762 ลำต่อไร่ จำนวนปล้องเฉลี่ย 21 ปล้องต่อลำ มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 11-12 เดือน และมีความหวาน 14 ซีซีเอส ขณะที่พันธุ์ K84-200 มีจำนวนลำเฉลี่ย  8,663 ลำต่อไร่ และพันธุ์อู่ทอง 3 มีจำนวนลำเฉลี่ย  9,034 ลำต่อไร่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศให้พันธุ์อ้อยอู่ทอง 9 (U-Thong 9) เป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับพื้นที่แนะนำที่มีความเหมาะสมจะปลูกอ้อยอู่ทอง 9 นั้น ควรเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน อาทิ จ.สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี เพชรบุรี และกำแพงเพชร เป็นต้น อีกทั้งยังมี ข้อควรระวัง คือ เกษตรกรควรลอกกาบอ้อยออกก่อนปลูก เพราะอ้อยพันธุ์ นี้มีกาบแน่น ยอดอ้อยจะงอกผ่านกาบใบยาก ซึ่งถ้าไม่ลอกกาบก่อนปลูกจะทำให้งอกช้า…&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หากเกษตรกรสนใจข้อมูลเกี่ยวกับอ้อยพันธุ์ “อู่ทอง 9” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-3555-1433.&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-1747394568393745303?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/1747394568393745303/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/9.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1747394568393745303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1747394568393745303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/9.html' title='อู่ทอง 9 อ้อยพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-5511275982040741514</id><published>2009-12-21T14:27:00.000+07:00</published><updated>2009-12-21T14:30:47.112+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ใช้ปุ๋ยคุณภาพมาตรฐาน'/><title type='text'>หนุนเกษตรกรใช้ปุ๋ยคุณภาพ</title><content type='html'>วันเสาร์ ที่ 19 ธันวาคม 2552 เวลา 0:00 น&lt;div&gt;นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำ “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐานในสถาบันเกษตรกร” ขึ้น โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างกัน ณ ห้องประชุมสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ชั้น 4 ถนนพิชัย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาการเสื่อมโทรม ของทรัพยากรดินในประเทศไทย ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนมาก การพัฒนาเกษตรกรรมเคมีที่มุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและการแข่งขันเป็นหลัก โดยประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นจาก 3.59 ล้านตัน มูลค่ากว่า 35,944 ล้านบาท ในปี 2548 และเพิ่มขึ้นเป็น 4.03 ล้านตัน มูลค่า 79,743 ล้านบาทในปี 2551 ซึ่งการใช้ปุ๋ยในราคาแพงของเกษตรกรนับเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำโครงการ ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐานในสถาบันเกษตรกรขึ้น เพื่อสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยประเภทอื่นของสถาบันเกษตรกร เพื่อสมาชิกสหกรณ์ได้มีความเชื่อมั่นในคุณภาพที่เหมาะสมในการนำไปใช้ในการ เกษตร เพื่อพัฒนาผลผลิตให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ยที่ได้มาตรฐาน และลดต้นทุนในการผลิต เป็นการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร และเพื่อให้สถาบันเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ได้รับการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ย และสนับสนุนสถาบันเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยประเภทอื่นมาจำหน่ายให้ สมาชิก สามารถมีช่องทางตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานมากขึ้น.&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-5511275982040741514?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/5511275982040741514/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5511275982040741514'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/5511275982040741514'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_20.html' title='หนุนเกษตรกรใช้ปุ๋ยคุณภาพ'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-1720820820888757078</id><published>2009-12-10T20:15:00.000+07:00</published><updated>2009-12-10T20:17:17.543+07:00</updated><title type='text'>ช่วงปลายฝนต้นหนาวใน กระบี่</title><content type='html'>ช่วงปลายฝนต้นหนาว ใน  กระบี่ ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งประสบปัญหาน้ำท่วม ส่งผลต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดโรคระบาดหรือสัตว์น้ำเครียดได้ง่าย...  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายโอภาส นวลวิไลลักษณ์ ประมงจังหวัดกระบี่กล่าวว่าในช่วงเปลี่ยนฤดูหรือช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ผ่านมา หลายพื้นที่ใน จ.กระบี่ ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งประสบปัญหาน้ำท่วม ส่งผลต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมากเพราะน้ำฝนจะทำให้สภาพน้ำทะเลมีการ เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดโรคระบาดหรือสัตว์น้ำเครียดได้ง่าย ดังนั้นเกษตรกรควรเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ให้มากกว่า ช่วงปกติ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังและหอยแมลงภู่ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับรายงานว่าปลาในกระชังของชาวบ้านในพื้นที่ อ.อ่าวลึก เริ่มทยอยตายไปบ้างแล้ว หากเกษตรกรพบว่าสัตว์น้ำตายมากผิดปกติ ก็ควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-1720820820888757078?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/1720820820888757078/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1720820820888757078'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1720820820888757078'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post_10.html' title='ช่วงปลายฝนต้นหนาวใน กระบี่'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2776051702798795427</id><published>2009-12-10T20:14:00.000+07:00</published><updated>2009-12-10T20:15:09.658+07:00</updated><title type='text'>สถานการณ์กุ้งไทย</title><content type='html'>เผยสถานการณ์กุ้งไทยว่า ในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.52 ส่งออกได้ถึง 320,855 ตัน หรือ คิดเป็นมูลค่า 77,132 ล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วปริมาณกุ้งส่งออกเพิ่มขึ้น 8% ...  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวถึงสถานการณ์กุ้งไทยว่า ในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.52 ส่งออกได้ถึง 320,855 ตัน หรือ คิดเป็นมูลค่า 77,132 ล้านบาท เทียบกับปีที่แล้วปริมาณกุ้งส่งออกเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 12% และคาดว่าเมื่อสิ้นปี52 จะส่งออกได้ที่ 380,000 ตัน สำหรับปี53 คาดว่าผลผลิตโดยรวมจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ 540,000 ตัน และปริมาณาการส่งออก 380,000 ตัน แต่มูลค่าน่าจะเพิ่มขึ้น 10% อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของการส่งออกกุ้งไทยคือกรณีสหรัฐประกาศอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ซึ่งขอให้รัฐบาลเร่งเจรจาให้มีการประนีประนอมเพื่อให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการเอดีกับสินค้ากุ้งไทย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2776051702798795427?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2776051702798795427/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2776051702798795427'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2776051702798795427'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='สถานการณ์กุ้งไทย'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7363636202270192896</id><published>2009-11-14T14:22:00.000+07:00</published><updated>2009-11-14T14:28:28.772+07:00</updated><title type='text'>The Seventh Thailand International Kite Festival</title><content type='html'>2002 03 01 March&lt;br /&gt;March, 2002 &lt;br /&gt;The Seventh Thailand International Kite Festival &lt;br /&gt;It is not an overstatement to say that kite-flying is a popular sport and enjoyed by people worldwide. The kite was invented centuries ago and it is believed that the purpose of making kites was for enjoyment and recreation. In Thailand, kite-flying has been popular since the Sukhothai and Ayutthaya periods. In the reign of King Rama V, kite-flying was promoted as one of the national annual events which the king would preside over. King Rama VI continued to develop this traditional sport, and it has been carried on right up to this day.&lt;br /&gt;Since 1989, during the summer period from February to May, Thais and foreign visitors in Bangkok have not only enjoyed flying kites at Sanam Luang but have also had the good opportunity to see kites from every corner of the world fly together in the Thailand International Kite Festival, which has been held six times in the last 13 years. When the festival is on, the sky above Sanam Luang is painted with various kinds of kites in different shapes and forms.&lt;br /&gt;This year, to preserve and promote Thai kite-flying as a national heritage, to bring the celebrity of the country to international attention, and to promote tourism events, The Tourism Authority of Thailand (TAT), in cooperation with Prachuap Khiri Khan provincial service, the Sport Association (under Royal Patronage), and Suriyothai military camp have organized the seventh Thailand International Kite Festival on 23-24 March 2002 at Suriyothai military camp, Hua Hin, Prachuap Khiri Khan. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Festival aims to hold the international activities in Thailand and to exchange the views and experiences between the people from different culture. This year’s event is expected to have 5,000 visitors from Thailand and all over the world to participate and join the two-day activities, which include the international kites show and exhibition, international kite-making workshop, demonstration of stunt kites, demonstration of regional Thai kites, and fighting demonstration of the chula and pakpao kites. &lt;br /&gt;Kite fighting or “ the battle in the sky” between chula and pakpao is Thailand’s own traditional and most popular kite demonstration. The “male” chula kite is a sturdy 8 ฝ foot tall kite whose bamboo frame has been seasoned for months. Shaped like a five-pointed star, the big kite has three sets of bamboo barbs attached to its string for snagging a female. A chula team consists of at least 10 men or boys.&lt;br /&gt;The pakpao, like the female it represents, is deceptively delicate looking, diamond-shaped, and only 35 inches from stem to stern. Its defences are a marvellous maneuverability, plus a loop of string hanging beneath its body, like a tail. The flirty little pakpao, with an expert at the end of its string, can dart in on its cumbersome enemy with deadly accuracy. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;In formal fighting, the ground is divided across the centre with a rope. Upwind is chula territory. From here the great male kites are launched across the border into the downwind half of the field where in a clear blue summer sky the pakpaos flutter about in swarms like so many high-flying butterflies.&lt;br /&gt;The object of the game is for the chula to snag a pakpao (they sometimes snag more than one) with the bamboo barbs attached to its flying line and draw it back across the line into the male territory, or for the agile little pakpao to throw its loop (a 12-meter length of string slung below the flying line) around the male and drag it down to her side. The fight between chula and pakpao creates a lot of excitement and raises loud cheers among fans. The demonstration of kitefighting is the highlight of every kite festival in Thailand.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7363636202270192896?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7363636202270192896/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/11/seventh-thailand-international-kite.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7363636202270192896'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7363636202270192896'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/11/seventh-thailand-international-kite.html' title='The Seventh Thailand International Kite Festival'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-1412283641028689994</id><published>2009-11-13T20:23:00.000+07:00</published><updated>2009-11-13T20:29:30.897+07:00</updated><title type='text'>เคมีดิน</title><content type='html'>เคมีดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดินเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกโลกที่พืชสามารถขึ้นเจริญเติบโตได้ ดินทั้งหมดพัฒนามาจาก หินที่สลายตัวผุพัง การทับถมของเถ้าภูเขาไฟและเศษพืชกับซากสัตว์กองทับถมกันอยู่ องค์ประกอบของดิน แบ่งออกเป็น 4 อย่าง คือ แร่ธาตุ อินทรียวัตถุ น้ำและอากาศ แร่ธาตุเป็นองค์ประกอบ ที่เป็นธาตุต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในหินและแร่เป็นส่วนของเปลือกโลก เมื่อหินและแร่ธาตุนั้นเป็นองค์ประกอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบทางแร่ธาตุของเปลือกโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปลือกโลกคือ ส่วนที่เป็นแข็งอยู่ส่วนนอกสุดของโลก ประกอบไปด้วยหินอัคนีเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ที่มีหินตะกอนและหินแปรอยู่เป็นส่วนน้อย จากการวิเคราะห์ ตัวอย่างหินพบว่า ประกอบไปด้วย ธาตุที่ซ้ำกัน จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่า มีธาตุอยู่เพียง 8 ธาตุที่มีอยู่ ชนิดละมากกว่าร้อยละ 10 คือ ออกซิเจน ซิลิกอน อะลูมินัม เหล็ก แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม และธาตุเหล่านี้รวมกันแล้วมีอยู่มากกว่า ร้อยละ 99 ของเปลือกโลก ธาตุออกซิเจน พบว่ามีอยู่มากที่สุด ประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง ของส่วนที่เป็นเปลือกโลก แร่ที่พบว่ามีอยู่มาก จึงเป็น แร่ควอร์ตซ์ ซิลิเกต และอะลูมิโนซิลิเกต ของเหล็ก แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม และโพแทสเซียม &lt;br /&gt;หินและแร่ประกอบดิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หินเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นส่วนผสมของแร่ต่างๆรวมตัวกันจับกันเป็นก้อนแข็ง หินส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่หลายชนิด หินสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภท คือ &lt;br /&gt;หินอัคนี เป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวและการแข็งตัวของของเหลวที่อยู่ลึกลงไปถึง ใจกลางโลก เรียกว่า หินหนืด &lt;br /&gt;หินตะกอน คือหินซึงเกิดจากการทับถมกัน ของวัตถุที่ได้จากสารแขวนลอย หรือจากวัตถุที่ได้จากการตกตะกอน ของสารละลาย และวัตถุเหล่านั้นมักจะถูกกด หรืออัดแน่นเข้าด้วยกัน &lt;br /&gt;หินแปร เป็นหินที่เกิดจากหินอัคนี หินตะกอนหรือินแปรที่เกิดมาก่อนแล้วก็ได้ ถ้ามีพลังงานสูงพอ ที่จะทำให้กลายเป็นหินแปร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสลายตัวผุพัง หมายถึง การแตกสลักหักพัง และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ของหินและแร่ โดยกระบวนการทางกายภาพ และทางเคมี กระบวนการทางกายภาพ เรียกว่ากระบวนการ แตกสลักหักพัง ส่วนกระบวนการทางเคมี เรียกว่า กระบวนการสลายตัว &lt;br /&gt;กระบวนการสลายตัวผุพังทางกายภาพหรือการแตกสลักหักพัง &lt;br /&gt; การปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะการเกิด แผ่นดินไหว หรือการยกตัวขึ้นของผิวโลก และการงอตัวของชั้นดิน &lt;br /&gt; การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นในเวลากลางวัน และอุณหภูมิลดต่ำลง ในเวลากลางคืน การขยายตัวหรือการหดตัวของแร่ต่างๆก็ย่อมมีความแตกต่างกัน &lt;br /&gt; กษัยการและการทับถม เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อันเกิดจากตัวการ โดยเฉพาะน้ำ น้ำแข็งและลม ที่ทำให้เกิดแตกแยกออกจากกัน การขัดสี การสึกกร่อน หรือการกัดกร่อน แล้วมีการพัดพาไปจึงไปเกิดทับถมในที่อีกแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt; อิทธิพลของพืช สัตว์และมนุษย์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-1412283641028689994?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/1412283641028689994/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1412283641028689994'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/1412283641028689994'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='เคมีดิน'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-765068190391211755</id><published>2009-10-17T11:57:00.000+07:00</published><updated>2009-10-17T12:14:56.838+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='แก่นมะหาด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชาโมกข์'/><title type='text'>เดินหน้าต่อยอดแก่น "มะหาด" ผลิต "โทนเนอร์หน้าเด้ง-แชมพู"</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คมชัดลึก :&lt;/strong&gt;&lt;span&gt;หลังจากที่ "ปราณี ศิริบูรณ์พิพัฒนา" ประธานกรรมการ บริษัท ชาโมกข์ จำกัด ประสบความสำเร็จในการคิดค้น วิจัย และทดลองการนำเอา "แก่นมะหาด" ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงรักษาเส้นผม ยับยั้งการหลุดร่วง และกระตุ้นการงอกของเส้นผมสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ "ชาโมกข์ แฮร์โทนิค" ถือเป็นต้นตำรับที่มีการนำเอาแก่นมะหาด มาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span&gt;ล่าสุด ปราณี ได้เตรียมออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ใช้แก่นมะหาดเป็นหลัก ได้แก่ โทนเนอร์สำหรับเช็ดหน้า หรือโทนเนอร์หน้าเด้ง และ แชมพูสมุนไพรไม้มะหาด โดยผลิตภัณฑ์แชมพูสมุนไพรไม้มะหาด ทางบริษัท ชาโมกข์ ร่วมกับภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เพื่อผลิตตำรับแชมพูสมุนไพรมะหาดที่มีประสิทธิภาพ  โดยโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณในการวิจัย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนที่ ปราณี จะคิดค้นผลิตภัณฑ์โทนเนอร์สำหรับเช็ดหน้านั้น เกิดมาจากก่อนหน้านี้เธอมีปัญหาเรื่องใบหน้าเป็นฝ้า เพราะการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ทำให้ต้องออกแดดภาคสนามทุกวัน กระทั่งในราวปี 2548 จึงได้นำเอาแก่นมะหาดมาต้ม ชุบสำลีแล้วนำมาเช็ดที่บริเวณใบหน้า เพราะได้ยินมาว่าสมุนไพรตัวนี้มีสรรพคุณแก้ปัญหาฝ้าได้ เธอเช็ดหน้าได้ 2-3 เดือน ฝ้าก็เริ่มเห็นผล คือ ฝ้าจางหาย ขณะเดียวกันก็พบว่าขนคิ้วที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีก็ขึ้นหนาดกดำ &lt;/p&gt; &lt;p&gt; "ผลิตภัณฑ์ยับยั้งผมร่วงออกมาจำหน่าย 2 ปี โดยผ่านช่องทางของตัวแทนจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ และในลักษณะการบอกปากต่อปาก ผลการตอบรับจากลูกค้าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  เพราะบางรายที่มีผมร่วง ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ 3 สัปดาห์จะยับยั้งผมร่วงได้ และภายใน 4-6 สัปดาห์ ยังกระตุ้นให้เกิดการงอกของเส้นผมอีกด้วย" ปราณีกล่าว&lt;/p&gt; &lt;p&gt; ปัจจุบัน ชาโมกข์แฮร์โทนิค มีวางจำหน่ายที่ร้านต้นคูน จ.ขอนแก่น ร้านบ้านสุขภาพ จ.นครราชสีมา ที่ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และที่กรุงเทพฯ ในราคาขวดละ 800 บาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทจะผลิตตามออเดอร์ของตัวแทนจำหน่ายเฉลี่ยเดือนละ 300-500 ขวด&lt;/p&gt; &lt;p&gt;  ส่วนผลิตภัณฑ์ โทนเนอร์สำหรับเช็ดหน้า มีส่วนประกอบคือ แก่นมะหาดเป็นหลัก เปลือกมังคุด และผงไหมมีสรรพคุณ กระชับรูขุมขน ลดการเกิดฝ้า-สิวอุดตัน ล่าสุดโทนเนอร์ชาโมกข์ ได้ทำการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตแล้ว ขณะที่แชมพูสมุนไพรไม้มะหาด กำลังจะนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป&lt;/p&gt; &lt;p&gt; สำหรับวัตถุดิบนั้น ปราณี บอกว่าได้ปลูกต้นไม้มะหาดไว้ที่สวนกว่า 1,000 กว่าต้น นอกจากนี้ยังรับซื้อมาจากชาวบ้านในเขต อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งชาวบ้านปลูกกันเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"มยุรี อัครบาล"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-765068190391211755?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/765068190391211755/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/765068190391211755'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/765068190391211755'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_16.html' title='เดินหน้าต่อยอดแก่น &quot;มะหาด&quot; ผลิต &quot;โทนเนอร์หน้าเด้ง-แชมพู&quot;'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7549446920058606216</id><published>2009-10-12T15:58:00.001+07:00</published><updated>2009-10-17T12:19:26.365+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Skill'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Writing'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Reports'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Thai'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Research'/><title type='text'>ทักษะการเขียนภาษาไทยในรายงานวิจัย</title><content type='html'>0123601    ทักษะการเขียนภาษาไทยในรายงานวิจัย    Thai Writing Skill in Research Reports    ประเภทของรายงานการวิจัย โครงสร้างบทความวิจัยและวิทยานิพนธ์ การจัดกลุ่มประเด็นในการรายงาน การเรียบเรียงและการเขียนประเด้นอย่างเป็นเหตุเป็นผล และชัดเจน ไม่วกวน การใช้ภาษาที่ถูกต้องและสื่อความหมายได้ตรง การอ้างอิงที่ถูกแบบแผน (Types of research report; structures of research papers and theses; grouping of report issues and presenting them in logical and clear writing; mastering language in writing reports; writing citations, quotation and reference in research reports.) (0123601 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7549446920058606216?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7549446920058606216/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_6186.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7549446920058606216'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7549446920058606216'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_6186.html' title='ทักษะการเขียนภาษาไทยในรายงานวิจัย'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-7139418452453374745</id><published>2009-10-12T15:56:00.001+07:00</published><updated>2009-10-17T12:21:15.276+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='University'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Reading'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Thai'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Level'/><title type='text'>การอ่านภาษาไทยระดับอุดมศึกษา</title><content type='html'>0123104    การอ่านภาษาไทยระดับอุดมศึกษา    University Level of Thai Reading    หลักการอ่าน ระดับของการอ่าน การจับใจความ การตีความบทอ่านประเภทต่างๆ ทั้งบทอ่านทั่วไป บทอ่านเชิงวิชาการ ตาราวง แผนภูมิ หรือรูปภาพ (Reading principles; levels of reading; main idea finding; interpretation of general texts, academic texts, tables, figures and illustrations.) (0123104 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-7139418452453374745?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/7139418452453374745/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_7108.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7139418452453374745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/7139418452453374745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_7108.html' title='การอ่านภาษาไทยระดับอุดมศึกษา'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-6851572676927923960</id><published>2009-10-12T15:52:00.000+07:00</published><updated>2009-10-17T12:32:42.488+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Writing'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Proposal'/><title type='text'>การเขียนโครงการ</title><content type='html'>0123103    การเขียนโครงการ    Proposal Writing    โครงสร้างโครงการแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาที่ชัดเจนและเหมาะสม (Writing various types of proposals with emphasis on clarity and appropriateness.) (0123103 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-6851572676927923960?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/6851572676927923960/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_2938.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6851572676927923960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/6851572676927923960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_2938.html' title='การเขียนโครงการ'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2513403492194366713</id><published>2009-10-12T15:49:00.000+07:00</published><updated>2009-10-17T12:31:10.539+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Writing'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Report'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Language'/><title type='text'>ภาษาในการเขียนรายงาน</title><content type='html'>0123102    ภาษาในการเขียนรายงาน    Language in Report Writing    โครงสร้างรายงานทางวิชาการ เชิงอรรถ และบรรณานุกรม การเขียนรายงานทางวิชาการแบบต่างๆ โดยเน้นการใช้ภาษาที่ชัดเจนและเหมาะสมกับงานทางวิชาการ (Academic report structures, footnotes and bibliography; writing various types of academic reports, with emphasis on clarity appropriateness.) (0123102 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2513403492194366713?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2513403492194366713/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_8156.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2513403492194366713'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2513403492194366713'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_8156.html' title='ภาษาในการเขียนรายงาน'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2578840485711726576</id><published>2009-10-12T15:41:00.000+07:00</published><updated>2009-10-17T12:29:58.403+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Paragraph'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Writing'/><title type='text'>การเขียนย่อหน้า</title><content type='html'>0123101    การเขียนย่อหน้า    Paragraph Writing    การเรียงลำดับความคิดในการเขียนย่อหน้า การเลือกศัพท์ คำเชื่อม และวลีที่เหมาะสม การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการเขียนและระดับของผู้อ่าน (Organizing ideas in paragraph writing; selecting appropriate vocabulary, connectives and phrases; using Thai language appropriate for writing objectives and readers' abilities.) (0123101 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2578840485711726576?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2578840485711726576/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2578840485711726576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2578840485711726576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post_12.html' title='การเขียนย่อหน้า'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4051230122125672528.post-2212455387518545451</id><published>2009-10-11T11:09:00.000+07:00</published><updated>2009-11-01T21:54:39.453+07:00</updated><title type='text'>ผมเองครับ</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ผมชื่อสุทิน คล้ายมนต์.........&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผมเกิดปี 2486 ที่บ้านเลขที่ 80 หมู 15 ต.บางแค อ.ภาษีเจริญ ธนบุรี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 80 หมู่ 7 ต. บางแคเหนือ อ. ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ) เรียนประถม 1-4 ที่ ร.ร วัดไชยฉิมพลื บางแวก  กทม มัธยม 1-3 ที่ ร.ร วัดนิมมานรดี บางแค กทม มัธยม 4-8 ร.ร วัดรางบัว บางหว้า กทม  (ผมมาจากโรงเรียนวัดครับ...ด้วยความภูมิใจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  รุ่น 23 (2506-2511) เป็นพวกเรียน 5 ปีรุ่นสุดท้าย ปีนั้นจบพร้อมกัน 2 รุ่นคือพวก 5  ปีกับ 4 ปี เรียนคณะเกษตร ภาควิชาปฐีวิทยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มรับราชการเป็นนักกสิกรรมตรี  กรมกสิกรรม ปี 2511 กองกสิกรรมเคมี ผมเรียนต่อปริญญาโทที่ North Carolina State  University USA ปี 2517-2518 กลับมาต้นปี 2519  ตอนทำวิทยานิพนธ์มีโอกาศใช้คอมพิวเตอร์เมนเฟรมของมหาวิทยาลัย  แค่พันช์คาร์ดเก็บข้อมูลจากการทดลองเน้นครับ โปรแกรมอาจารย์เขาเขียนไว้แล้ว  แต่ก็สนใจคอมพิวเตอร์มากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมากรมกสิกรรมเปลี่ยนเป็นกรมวิชาการเกษตร  ผมมาอยู่ กองปฐพีวิทยา ทำงานวิจัยด้านดินและการใช้ปุ๋ยกัพืชไร่ ต่างๆ เริ่มมีเงิน  (จากภรรยา) ซื้อคอมพ์เครื่องแรกปลายปี 2529 เป็น XT Turbo หลังจากนั้นก็เสนอให้ ผอ.  ซื้อคอมพ์ใชที่สำนักงานสำเร็จราวปี 2532 ครับ จากนั้นก็ทำงานด้านคอมพิวเตอร์มาตลอด  คุยกับเพื่อนร่วมงานรู้เรื่องประมาณ 20 % อีก 80 %  คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเขาตามเราไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนผมใกล้เกษียณกองปฐพีวิทยา  เปลี่ยนเป็นกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการการผลิต  งานปฐพีวิทยาดูจะอ่อนลง ผมก็ได้แต่ปลงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเกษียณปี 2546  แต่ก็ไม่ทิ้งคอมพิวเตอร์ ยังเขียนโปรแกรมด้านดินและปุ๋ยอยู่ ทำเว็บไซต์ DinPuiThai  ไว้ที่ google site ทำแผนที่ google maps ให้คำแนะนำปุ๋ยตามไรนากสิกร  ที่ส่งตัวอย่างดินมาวิเคราะห์โยระบุตำแหน่งคร่าว ๆ บนแผนที่ เริ่มเขียนบล็อก  SoClaimon ที่ WordPress และมีเว็บ sootinClaimon ที่ space ครับ  ภรรยาผมแนะนำให้ใช้ทวิตเตอร์เพราะกำลังฮิต  ลองใช้ดูแล้วติดใจและมองเห็นช่องทางถ่ายทอดข้อมูความรู้ได้รวดเร็วและแพร่หลายดีครับ  ผมทวีตคังแรก 3  กันยายนอวยพรวันเกิดให้ลูกชายก่อนวันเกิดหนึ่งวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภรรยาผมชื่อจิตรา  คล้ายมนต์ อยู่สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการการผลิต กรมวิชาการเกษตร อีก 2 ปี เกษียณ  ผมมีลูก 2 คน ลูกสาวจบหมอจากศิริราช ตอนนี้กำลังเรียนต่อเฉพาะทาง ที่ศิริราช  ลูกชายเรียนหมอที่ วชิระ ปี 5 ปีหน้าก็จบครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พูดถึงครอบครัวเพราะว่า  ต้องขอบคุณครอบครัวที่ทุกคนต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอบคุณครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4051230122125672528-2212455387518545451?l=soclaimon.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://soclaimon.blogspot.com/feeds/2212455387518545451/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2212455387518545451'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4051230122125672528/posts/default/2212455387518545451'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://soclaimon.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='ผมเองครับ'/><author><name>SoClaimon</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14107238083660184873</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='22' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_NgWMPy_619w/TTa6xLRjptI/AAAAAAAAaVM/6lcgbEzXN50/S220/sootin.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
